ผมเห็นใจลูกศิษย์คนหนึ่งที่กล่าวว่า “การเขียนบรรณานุกรมแบบเป็นวิชาการ ไม่เหมาะกับเด็กเรียนศิลปะเลย” ผมเองก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ระบบการศึกษาของเราเขาให้รวบรวมแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งหมด (ทั้งที่ไปหยิบยืมของคนอื่นมาใช้และที่เห็นว่าเกี่ยวข้องเป็นประโยชน์) ไว้ในตอนท้ายของการทำรายงาน เขาไม่ได้ยกเว้นว่าเรียนศิลปะ เรียนซ่อมรถ หรือเรียนทำอาหารจะไม่ต้องเขียนบรรณานุกรม

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการทำเอกสารประกอบการสอนให้ละเอียดที่สุด และยกตัวอย่างไว้ให้ดู ให้เขียนตามได้ หากนึกอะไรไม่ออกก็ดูตามตัวอย่างก็อาจจะพอถูไถไป การเขียนเอกสารประกอบการสอนจะใช้ภาษาพูดก็ไม่ได้ เด็กเรียนศิลปะไม่ถูกกับการอ่านหนังสือหนังหาอยู่แล้วเป็นทุน ยิ่งเจอคำอธิบายที่เป็นภาษาทางการก็บอกได้คำเดียวว่า “สวัสดี”

แม้แต่ตนเองเมื่อยามที่ศึกษาคู่มือและแหล่งข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับการเขียนบรรณานุกรม (รวมถึงการอ้างอิงระบบนั้นระบบนี้และการอ้างอิงเชิงอรรถ) ยังรู้สึกได้ว่า แล้วเด็กรุ่นใหม่ที่ไหนจะนั่งอ่านเรื่องพวกนี้ได้หมด อ่านได้หมดยังไม่เท่าไร แต่อ่านแล้วเข้าใจหรือไม่เป็นประเด็นที่สำคัญกว่า ผมเองยังไม่เข้าใจคำอธิบายบางอย่างเลยเสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ดูตัวอย่างโดยการสืบค้นข้อมูลจากหลายๆแหล่ง (ในอินเทอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่) ก็แทบจะมืดแปดด้าน โชคดีที่ได้สอบถามไปยังบรรณารักษ์ผู้ชำนาญการโดยตรงจึงสามารถยกตัวอย่างวิธีการเขียนบรรณานุกรมในรูปแบบอื่นๆที่นอกเหนือจากในหนังสือคู่มือได้

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://individualproject2554.wordpress.com/)

หากมีนักศึกษาสักคนที่สนใจศึกษาเรื่องการเขียนบรรณานุกรมนี้จริงๆ และไปหยิบยืมหนังสือคู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์มาอ่านดู จะพบว่าส่วนที่ทำให้งงงวยที่สุดก็คือเรื่องของการเขียนบรรณานุกรมและการอ้างอิงนี้แล ดังนั้นเขาหรือเธอจะหยุดอ่านคำอธิบายทันทีแล้วหันไปหาที่พึ่งคือ ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมสำหรับแหล่งข้อมูลประเภทต่างๆ

แต่ปัญหามันมีอยู่ว่าตัวอย่างนั้นก็มีอยู่แบบครอบจักรวาลให้ครบทุกศาสตร์ทุกแขนง ไล่มาตั้งแต่หนังสือผู้แต่งคนเดียว บทความ วารสาร จุลสาร สารานุกรม หนังสือพิมพ์ สูจิบัตร ต้นฉบับตัวเขียน พงศาวดาร เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ฟิล์มสตริปภาพยนตร์ (คืออะไรก็ไม่รู้เพราะยังไม่เคยเห็น) แผนที่ แถบเสียง ไมโครฟอร์ม (ขอบคุณพระเจ้า) แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายทางดาวเทียม ผลงานศิลปะ และกว่าจะมาถึงตัวอย่างวิธีการเขียนที่ได้รับผลโหวตคะแนนสูงสุดให้เป็นแชมป์ของการเขียนบรรณานุกรมสำหรับนักศึกษารุ่นใหม่ (ไม่รู้ทุกสถาบันเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ แต่ลูกๆของผมนั้นรักสิ่งนี้มาก) นั่นคือ สื่ออิเล็กทรอนิคส์ โดยเฉพาะ การอ้างอิงข้อมูลจากบริการต่างๆบนอินเทอร์เน็ต

รายงานบางเล่มเขียนบรรณานุกรมว่า http://www.google.com ผมเห็นแล้วเศร้าใจ รายงานบางเล่มเขียนบรรณานุกรมได้ถูกต้องและมีรายชื่อแหล่งข้อมูลจำนวนมากพอสมควร แสดงให้เห็นความตั้งใจของนักศึกษาและสะท้อนว่าตัวอย่างในเอกสารประกอบการสอนของผมนั้นทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ทั้งหมดที่ระบุไว้เป็นบรรณานุกรมที่ขึ้นต้นด้วย www. ทั้งหมด ผมเขียนแนะนำไปว่า ควรมีการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งอื่นๆบ้างดีไหม เช่น หนังสือ เป็นต้น

อันที่จริงเรื่องนี้เคยสนทนากับรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกหลักและเป็นอีกคนที่เห็นความสำคัญของเรื่องพวกนี้ เขาบอกผมว่ามันเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลที่จะสืบคนข้อมูลจากแหล่งใดก็ได้ ถ้าข้อมูลที่ได้มานั้นมันดีจริง (หมายถึงจากอินเทอร์เน็ต) ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาในหนังสือก็ได้ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่แค่รู้สึกว่ารูปภาพสวยๆที่เกี่ยวข้องกับงานแฟชั่นและเป็นภาพที่อาจหาไม่ได้จาก google (เพื่อนรักนักศึกษา) นั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ รู้สึกเสียดายแทนที่นักศึกษาไม่ยอมศึกษาให้ลึกซึ้งอีกสักนิด เช่นเดียวกับข้อมูลหลายๆอย่างที่ไม่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตแน่นอน แต่หาได้จากหนังสือดีๆบางเล่ม

แต่อินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหลายๆอย่างก็มีความทันสมัยกว่าในหนังสือมาก ผมเชื่อว่าหนังสือกว่าครึ่งของห้องสมุดเป็นหนังสือเก่าที่มีมานานแล้ว และคุณจะพบว่าเนื้อหาบางประการในหนังสือมันใช้ไม่ได้เสียแล้วในยุคสมัยนี้ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการใช้สมองคิดดูว่าควรหาข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง ข้อมูลใดจากแหล่งใด ให้เวลากับการคิดสักนิดก่อนลงมือค้นหา

ดังนั้น การเขียนบรรณานุกรมโดยการอ้างอิงจากสื่อต่างๆบนอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความนิยมเป็นอย่าง (น่ากลัว) มาก ผมเคยสอบถามเรื่องนี้ไปยังคุณสมปอง มิสสะตะ บรรณารักษ์ผู้ชำนาญการ 8 สำนักหอสมุดกลางพระราชวังสนามจันทร์ เพราะผมเห็นว่าวิธีการเขียนในแบบที่คู่มือกำหนดไว้นั้นมันลักลั่นขัดแย้งในตัวเอง กำหนดให้ใช้คำไทยคำอังกฤษคำ ผสมปนเปกันไป ผมอ่านวิธีการเขียนบรรณานุกรมของหลายๆสถาบันดูแล้วพบว่าหลายที่ได้จัดระบบการเขียนได้อย่างดีเยี่ยม มีคู่มือที่ละเอียดและครบถ้วน สุดยอดและเป็นที่พึ่งของนักศึกษาได้ มีกระทั่งแบบฟอร์ม check list ให้นักศึกษาเอาไว้ตรวจว่าในรายงานมีหัวข้อและรายละเอียดต่างๆครบหรือยัง ถ้ายังไม่ครบเอากลับไปทำมาให้ครบ เพราะถ้าไม่ครบจะไม่รับรายงานเล่มนั้น

สถาบันส่วนใหญ่เหล่านั้นจะกำหนดให้ใช้ภาษาไทยอย่างเดียวในการเขียนบรรณานุกรม ผมชอบแบบนั้น ผมรู้สึกว่าการเขียนคำว่า “สืบค้นเมื่อ” แทนคำว่า “Accessed” และ “เข้าถึงได้จาก” แทนคำว่า “Available from” นั้น มันดูเหมาะสมกว่า แต่ก็พบว่ามีบางสถาบัน (รวมถึงมหาวิทยาลัยของผม) ที่ยังกำหนดให้ใช้คำภาษาอังกฤษ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

“นขลิขิต.”  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี [Online].  Accessed 2 กุมภาพันธ์ 2554.  Available from http://th.wikipedia.org/wiki/นขลิขิต

ลองดูใหม่นะครับ ถ้าผมจะเขียนในแบบที่ผมชอบ

“นขลิขิต.”  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2554.  เข้าถึงได้จาก http://th.wikipedia.org/wiki/นขลิขิต

 รู้สึกถึงความแตกต่างของความรู้สึกของเราเมื่อเห็นตัวอย่างทั้งสองหรือไม่ครับ?

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แต่กระนั้นก็ตาม ทุกครั้งที่สืบค้นเรื่องนี้จะพบว่ามีหมายเหตุบอกไว้เสมอว่า ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการเขียนบรรณานุกรมนั้นให้ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน/หน่วยงานเป็นผู้กำหนด ว่าจะยึดหลักแบบใด (ซึ่งก็เอามาจากของฝรั่งทั้งนั้น) และเมื่อสอบถามไปยังพี่บรรณารักษ์ผู้รู้จริงในเรื่องนี้ ก็ได้คำตอบเช่นนั้น ผมยังได้เปรยไปเสียด้วยซ้ำว่า อันที่จริงแล้วผมยังไงก็ได้ แค่อยากทราบว่ามหาวิทยาลัยกำหนดอย่างไร ก็จะได้ยึดเป็นสรณะ แต่ในตอนท้ายก็ได้เสริมไปว่า น่าจะมีการสังคายนาคู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัยได้แล้ว เพราะเป็นข้อกำหนดของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตัวอย่างการเขียนอ้างอิงจากยูทูบหรือแหล่งข้อมูลประเภทใหม่ๆในโลกยุคใหม่นี้ก็ยังไม่มีบรรจุลงไปในเล่ม

หมายเหตุ : การที่ผมบอกว่าผมชอบวิธีการเขียนบรรณานุกรมแบบของมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สมมติว่าผมบอกว่าผมชอบวิธีการเขียนของมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น มันไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบหรือกำลังดูถูกเหยียดหยามวิธีการของมหาวิทยาลัยของตนเองนะครับ โปรดฟังด้วยสติ … และผมมีสิทธิ์จะชอบ ไม่ชอบ หรือรู้สึกเฉยๆต่ออะไรก็ได้ มันเป็นสิทธิ์ของผม … แต่ท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจใช้วิธีการเขียนแบบของมหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของผมในขณะนี้ เขากำหนดให้ทำแบบนั้นก็ต้องทำแบบนั้น (ถามว่าอยากทำไหม ขัดใจไหม แน่นอนอยากทำอีกแบบมากกว่า ขัดใจนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับตาย)

ที่นี้กลับมาที่เรื่องของการเขียนบรรณานุกรมสำหรับนักศึกษาที่เรียนศิลปะ ผมเห็นเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งเพิ่งศึกษาจบหลักสูตรปริญญาโทภาคประยุกตศิลปศึกษา เราเรียกวิทยานิพนธ์ในสายศิลปะว่า “ศิลปะนิพนธ์” ผมก็เห็นว่าเธอทำรายงานได้อย่างดี สวยงาม เป็นระเบียบ และให้ความสำคัญกับการเขียนบรรณานุกรมเป็นอย่างมาก (ทั้งนี้ ถ้าไม่ทำก็อาจมีผลให้ไม่ผ่านได้ เพราะมันเป็นกฎเป็นระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม) งานสร้างสรรค์ของเธอเป็นงานศิลปะอย่างชัดเจน เพียงแค่มันมีการกำหนดสถานที่ในการใช้ประโยชน์จากงาน ซึ่งถูกต้องแล้ว ศิลปินทุกคนมีจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ แม้ว่าจะเป็นการทำเพื่อสำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ของตนเอง ทำเองดูเอง ทำแล้วอาจจะเผาทิ้งก็ได้ แต่นั่นแหล่ะคือจุดประสงค์ ดังนั้น ทุกอย่างสามารถอธิบายได้ถ้าจะอธิบาย … อย่าใช้คำว่า “ศิลปะ” เป็นข้ออ้างที่จะไม่ยอมอธิบายอะไร เพียงเพราะไม่สามารถจัดการความคิดของตนเองและ/หรือข้อมูลต่างๆได้

ผมอาจจะต้องขอยืมศิลปนิพนธ์ของเธอมาศึกษาให้ละเอียดสักครั้ง จะได้พูดถึงได้อย่างชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน แต่ถึงจะเป็นการดูอย่างผ่านๆในตอนนั้น ก็สามารถเชื่อได้ว่าในบรรณานุกรมของเธอไม่มีการอ้างอิงถึงพงศาวดารหรือภาพถ่ายทางดาวเทียมอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า แล้วคำอธิบายและตัวอย่างต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องเลยแน่นอนกับงานของฉันจะบรรจุไว้ในคู่มือให้ฉันอ่านทำไม หนึ่งเสียเวลา สองเปลืองกระดาษ สามทำให้ฉันไม่อยากอ่านเพราะฉันตาลายไปหมดแล้ว

แต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า แล้วคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่างานศิลปะของคุณนั้นจะไม่ไปเกี่ยวข้องอะไรกับพงศาวดารหรือภาพถ่ายทางทางดาวเทียม??? … ศิลปินชอบเพ้อฝันไม่ใช่หรือ ไหนคุณบอกว่าคุณต้องใช้จินตนาการ ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งที่คุณติสต์แตก คุณอาจจะอยากรังสรรค์งานศิลปะบางอย่างที่ได้แรงบันดาลใจจากการสมมติว่าตนเองล่องลอยอยู่ในอวกาศและมองลงมายังพื้นโลกก็เป็นได้

ผมคนหนึ่งล่ะที่อาจจะคิดคอนเซ็ปต์ประเภทเพ้อฝันอะไรทำนองนั้นออกมาจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องพยายามหาทางอธิบายมันออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ … อาจจะขัดแย้งกับความคิดของใครหลายๆคนในขณะนี้ว่า งานของฉันเป็นเรื่องของนามธรรม ต้องใช้อารมณ์สัมผัส อธิบายเป็นตัวอักษรไม่ได้ … ผมเห็นด้วย ไม่มีปัญหาเลยครับ งานของผมบางชิ้นก็เพ้อมาก มันเป็นปัญหาของ รมต. กระทรวงศึกษาธิการ และ อธิการบดี ว่าจะยอมเปลี่ยนระบบการศึกษาด้านศิลปะเสียใหม่หรือไม่ ไม่ต้องให้เด็กทำรายงาน ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรให้วุ่นวาย ประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยากร ไม่ต้องเขียนบรรณานุกรม เขียนไปทำไม เอาเวลาไปทำงานศิลปะดีกว่า … ถ้าผู้ใหญ่ทั้งสองท่านยอม ผมในฐานะอาจารย์จะลุกขึ้นเต้นท่าเดียวกับบียอนเซ่ในเพลง Who Run The World และกรีดร้องอย่างยินดีไปด้วย

ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=VBmMU_iwe6U

ผมอยากจะทำคู่มือการเขียนบรรณานุกรมสำหรับการศึกษาด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย (และเรื่องที่เกี่ยวข้อง) แยกเป็นเอกเทศเลยสำหรับลูกๆของผม อยากจะตัดเรื่องที่ (คิดว่า) ไม่เกี่ยวข้องออกไปทั้งหมด เช่น

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.  แถบบันทึกเสียงส่วนบุคคล ถ.สบ. 2/2.  สัมภาษณ์ นายจ๋าย  แซ่ตั้ง, 22 กรกฎาคม 2522.

กรมแผนที่ทหาร.  “ดอยป่าซาง.” ระวาง 4840 II.  พิมพ์ครั้งที่ 1-RTSD.  แผนที่ประเทศไทย ลำดับชุด L 7017.  2527.  มาตราส่วน 1 : 50,000.

“ตำราพิไชยสงครามเล่ม 5.” หอสมุดแห่งชาติ.  สมุดไทยขาว.  อักษรขอม-ไทย.  ภาษาบาลี-ไทย.  เส้นหรดาล.  ม.ป.ป.  เลขที่ 217.

เป็นต้น

แต่ไม่แน่ใจว่าทำอย่างนั้นได้หรือไม่ ระเบียบวิธีที่มีมาแต่เดิมมันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ (เพราะอาจมีลูกศิษย์บางคนมีจินตนาการสูงส่งอยากออกแบบเสื้อโดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำราพิไชยสงคราม) และการอธิบายถึงการเขียนบรรณานุกรม เมื่ออธิบายแล้วก็ควรอธิบายให้ครบถ้วนทั้งหมดมิใช่หรือ เพราะนั่นคือองค์ความรู้ที่สมควรถูกถ่ายทอดต่อไปเรื่อยๆ … ยังเป็นคำถามอยู่ว่าจะมี่ทางออกในเรื่องนี้อย่างไร จะยกตัวอย่างเลยดีไหมไม่ต้องอธิบายเพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่อ่านอะไรยาวๆอยู่แล้ว (ขนาดแผนการสอนก็ยังไม่อ่านกันเลย) เพื่อให้รู้สึกอยากทำรายงานมากขึ้น เพราะมันง่าย ดูตัวอย่างแล้วเขียนตามได้เลย ตอนนี้ยังคิดไม่ตก เดี๋ยวจะลองปรึกษาผู้รู้ในเรื่องนี้แล้วจะลองทำขึ้นมาดูสักเล่มเป็นต้นฉบับ อย่างไรหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบนะครับ

“การเขียนบรรณานุกรมแบบเป็นวิชาการ ไม่เหมาะกับเด็กเรียนศิลปะเลย” … อ่านดูอีกครั้งก็เข้าใจและเห็นใจ แต่ในประเทศนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่มันไม่เหมาะไม่ควรแต่เราต้องทำ บางครั้งก็ต้องทำไปโดยขัดกับความรู้สึกของตนเอง ถ้าไม่ทำจะอยู่ในกลุ่มไม่ได้ จะกลายเป็นแกะดำ แกะขาวกลายเป็นแกะดำ แกะดำกลายเป็นแกะขาว … วันก่อนคุยกับคนๆหนึ่งซึ่งมีความสำคัญกับชีวิตของผม เขาทุกข์ใจในการปฏิบัติงานในระบบราชการ เขาต้องทำอะไรบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด เขาต้องร่วมโกงเงินของแผ่นดินไปโดยปริยายเพราะถูกเจ้านายบังคับ มันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรเลย แต่เขาต้องทำ ถ้าไม่ทำจะถูกมองว่าเป็นแกะดำและอาจถูกกลั่นแกล้ง ผมสงสารเขา

วิธีการเรียนการสอนในบ้านเราก็ยังมีอะไรอีกเยอะที่มันไม่เหมาะกับธรรมชาติของผู้เรียนเลย แต่ถามว่าทำอะไรได้ไหม จะทำอะไรได้นอกจากก้มหน้าก้มตาเรียนไป ว่างก็ค่อยเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนในแบบที่ตนเองต้องการ เป็นอาจารย์ก็ยังต้องทำอะไรอีกตั้งเยอะแยะที่สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรเสียเหลือเกิน แต่เราก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็ผิด ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ (ที่จะขึ้นให้คือหลักร้อย) และที่ทำๆไปก็รู้กันอยู่แก่ใจว่าทำแค่ให้พอมีส่ง คนที่สั่งให้ทำจะได้อ่านบ้างหรือเปล่ายังไม่มีใครให้คำตอบผมได้ คนที่สั่งให้ทำก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากผู้ใหญ่ในระดับนโยบายเช่นเดียวกันว่าจะมีใครเอาไปอ่านและตรวจสอบจริงๆหรือไม่… มันเป็นอะไรที่ไม่เหมาะกับอาจารย์ศิลปะเลยเช่นกัน

“การเขียนบรรณานุกรมแบบวิชาการ ไม่เหมาะกับอาจารย์สอนศิลปะเลย” … ลองอ่านดูอีกสักรอบแล้วถามตนเองว่าเห็นด้วยหรือไม่ … ผมเห็นด้วย ผมถามตนเองว่าทำไมต้องมานั่งพิรี้พิไรเรื่องการเขียนบรรณานุกรม เอาเวลาไปรับงานนอกดีกว่าไหม จะได้มีเงินมีทองไปเล่นฟิตเนสบ้าง แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าคุณเองก็คิดว่ามันไม่เหมาะกับอาจารย์สอนศิลปะเลย ก็ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า ยังมีอะไรอีกเยอะที่มันไม่เหมาะไม่ควร แต่ผมต้องทำ… เพราะถ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ

สวัสดีครับ