การเรียนแพตเทิร์นของสถาบัน Secoli (หรือชื่อเดิม Istituto Carlo Secoli) ที่เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งผมได้ไปศึกษาอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 2006-2007 นั้น มีหลักการ กระบวนการ และเทคนิควิธีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ สถาบันนี้เปิดสอนมากว่า 70 ปีแล้ว ผลิตทั้งดีไซเนอร์ ช่างเสื้อ ทั้้งฝ่ายแพตเทิร์นและตัดเย็บประดับวงการแฟชั่นของอิตาลีและประเทศต่างๆเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน นักศึกษามีมาจากทั่วทุกมุมโลก เท่าที่สอบถามดูจากฝ่ายทะเบียน ได้ข้อมูลคร่าวๆว่าก่อนหน้าที่ผมจะมาเป็นนักศึกษาของที่นี่ เคยมีคนไทยอีกคนหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของที่นี่เช่นกัน เห็นเขาว่าหลายสิบปีแล้ว

วิธีการเรียนแพตเทิร์นของที่นี่คือ

  1. สอนวัดตัวให้เป็นและเข้าใจเรื่องสัดส่วนของมนุษย์
  2. สร้างแพตเทิร์นกระดาษ
  3. ตรวจสอบและแต่งเส้นตามบริเวณที่สำคัญต่างๆ
  4. ตรวจสอบสัดส่วนต่างๆให้ถูกต้องตามที่ต้องการ (size controlling)
  5. เขียนเส้นเกรนผ้า (grain line) ข้อมูลที่สำคัญ และสัญลักษณ์ต่างๆลงบนแพตเทิร์น
  6. คัดลอกแพตเทิร์นทุกชิ้นลงบนกระดาษอีกแผ่น
  7. ขั้นตอนการเผื่อตะเข็บ
  8. เขียนเส้นเกรนผ้า ข้อมูลและสัญลักษณ์ที่สำคัญต่างๆลงบนแพตเทิร์น (แบบเผื่อตะเข็บแล้วในตัว) อีกครั้ง
  9. คัดลอกแพตเทิร์นลงบนกระดาษเวลีน่า (Velina) เพื่อใช้ในการขึ้นโครงชุดและศึกษาต่อบนหุ่นลองเสื้อ
  10. นำแพตเทิร์นกระดาษเวลีน่ามาประกอบกันขึ้นเป็นชุด
  11. ลองชุดกระดาษเวลีน่าบนหุ่นลองเสื้อและตรวจสอบความสวยงาม
  12. ปรับแก้ไขแพตเทิร์นบนกระดาษเวลีน่า
  13. แก้ไขแพตเทิร์นต้นฉบับ (ของชุดกระดาษ)
  14. จัดทำแพตเทิร์นแม่แบบหรือบล็อกกระดาษแข็ง (blog)
  15. จากนั้น … เข้าสู่ขั้นตอนของการตัดเย็บ

เมื่อสร้างแพตเทิร์นใดๆก็ตามเสร็จสิ้นในชั้นเรียนแล้ว การบ้านของทุกวันก็คือ การสร้างแพตเทิร์นนั้นอีกรอบหนึ่ง แต่เป็นการสร้างลงไปบนกระดาษ A4 ในสัดส่วนที่ย่อลง 1 ต่อ 5 … แต่แพตเทิร์นบางชิ้นที่ค่อนข้างเล็ก เช่น ปกเสื้อ เป็นต้น ก็จะให้สร้างขนาดเท่าจริง การบ้านนี้เองที่ทำให้เราได้ฝึกฝนทักษะและฝีมือ อีกทั้งช่วยให้เราจำวิธีการสร้างแพตเทิร์นได้อีกด้วย หากวันไหนที่จำไม่ได้ก็นำเจ้าแพตเทิร์นจิ๋วนี้ (ที่สถาบัน เราเรียกมันว่า i piccoli หรืออาจแปลเป็นไทยว่า ตัวเล็ก) ขึ้นมาดูอีกครั้ง เพราะนอกจากจะได้ดูโครงสร้างแพตเทิร์นแล้วก็ยังมี short note หรือคำิิอธิบายที่เราจดลงไปในแบบที่เราเข้าใจของเราเองอยู่ในนั้นอีกด้วย

ต่อไปจะขออธิบายแต่ละขั้นตอน ดังนี้

(1) สอนวัดตัวให้เป็นและเข้าใจเรื่องสัดส่วนของมนุษย์ — การวัดตัวของที่นี่จะไม่ละเอียดเหมือนกันวัดตัวตัด (made-to-order) เืนื่องจากเป็นหลักสูตรแพตเทิร์นอุตสาหกรรม วัดตัวเพื่อให้เข้าใจว่าตารางไซ้ส์มาตรฐาน (standard size table) นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อเข้าใจแล้วก็ให้ใช้ตารางไซ้ส์มาตรฐานในการเรียนการสอนต่อไป ทั้งนี้ การสอนจะเปรียบเทียบตัวเลขในตารางกับสัดส่วนจริงของมนุษย์ (วัดให้ดู) เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นอยู่เสมอ … เข้าใจว่าการสอนแพตเทิร์นของทั่วโลกก็เริ่มจากสูตรเดียวกันคือ สอนให้รู้จักวัดตัวเป็น ดังนั้น การเรียนแพตเิทิร์นโดยไม่สอนวัดตัวถือเป็นสิ่งที่ผิดมาก

(2) สร้างแพตเทิร์นกระดาษ — บนโต๊ะขนาดที่ใหญ่พอสมควรต่อผู้เรียนหนึ่งคน โต๊ะของที่นี่จะมีพื้นผิวที่ทำจากวัสดุพิเศษที่แข็งแต่ยืดหยุ่นได้ ผู้เรียนสามารถใช้เหล็กแหลมหรือหมุดกดลงไปและเมื่อดึงออกพื้นผิวของโต๊ะจะไม่เป็นรู ของที่วางบนโต๊ะจะมีเพียงแค่กระดาษสร้างแพตเทิร์น อุปกรณ์ในการขีดเขียน ไม้บรรทัดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ซึ่งเป็นไม้บรรทัดแบบพิเศษที่สถาบันแห่งนี้เป็นผู้คิดค้นเป็นที่แีรก พบว่ามีการใช้ไม้บรรทัดลักษณะเดียวกันแต่ยาวกว่ากัน 3 ซม. ในการเรียนการสอนของสถาบันชื่อดังแห่งอื่นๆ เช่น Marangoni Institute เป็นต้น) ส่วนกระเป๋าและของใช้อื่นๆที่ไม่จำเป็นกับการสร้างแพตเทิร์นจะแนะนำให้ผู้เรียนวางไว้บริเวณอื่น เช่น ใต้โต๊ะ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีแท่นเหล็กหรือก้อนหินรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือวงกลมก็ได้ ขนาดประมาณหนึ่งกำมือและมีน้ำหนักพอสมควร ใช้สำหรับวางทับกระดาษในขั้นตอนของการคัดลอกแพตเทิร์น

จากภาพ จะเ้ห็นว่าอาจารย์ของผมกำลังสอนสร้างแพตเทิร์นชุดมีเกล็ดและกำลังเขียนอักษรย่อ D.T. ลงไปที่เส้นกลางหลังของแพตเทิร์นชิ้นหลัง (D.T. ย่อมาจาก Dietro หมายถึง ด้านหลัง เทียบได้กับ ก.ล. – กลางหลัง ของไทยเรา) การสอนของอาจารย์ทุกคนที่นี่จะมีหนังสือวางบนโต๊ะอยู่เสมอ ทั้งนี้เนื่องจากระเบียบวิธีแบบ Secoli (il metodo del Secoli) ค่อนข้างละเอียดมาก ดังนั้น ระหว่างที่สอนไปจึงต้องคอยตรวจสอบตัวเลขต่างๆอยู่เสมอเพื่อกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้่นได้ และผมก็ได้เรียนรู้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ตลอดระยะเวลาในการศึกษาที่นั่น ดังนั้นทำให้ผมติดหนังสือ และทุกครั้งที่สร้างแพตเทิร์นก็จะต้องมีหนังสือวางไว้ข้างกายเสมอ แม้แต่การสร้างแพตเทิร์นง่ายๆที่เคยสร้างไปแล้วหลายครั้งก็ตาม ผมก็ยังรู้สึกอุ่นใจกว่าที่จะคอยเหลือบตาไปมองตัวเลขหรือคำอธิบายต่างๆที่ระบุไว้ในหน้าหนังสือ

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่มีโิอกาสสอนในรายวิชาการสร้างแพตเทิร์น 2 เมื่อปีที่แล้ว ผมได้รับข้อมูลป้อนกลับ (feedback) จากนักศึกษาในทำนองที่ว่า การสอนแบบเปิดหนังสือดูไปด้วยของผมลักษณะนี้มันไม่เหมือนมืออาชีพ หากจะสอนแบบเปิดหนังสือเช่นนี้ก็ให้นักศึกษาไปซื้อหนังสือแล้วทำอยู่บ้านเองก็ได้ อาจารย์ผู้สอนควรจะจำได้ขึ้นในและไม่จำเป็นต้องเปิดหนังสือดูระหว่างสอน … ผมขอชี้แจงว่า อย่างไรผมก็ยังคงต้องเปิดหนังสือ เพราะผมอุ่นใจที่จะค่อยๆดูตามวิํีธีการและตัวเลขต่างๆในนั้น มันเหมือนเป็นการทบทวนไปในตัว ผมยอมให้มองว่าเป็นอาจารย์ที่ไม่เก่งจริงเพราะต้องคอยดูตามหนังสือ ดีกว่าไม่เปิดหนังสือแต่สอนแบบผิดๆ ถ้ามีหนังสือแล้วสอนได้ถูกต้องผมขอมีหนังสือ และที่สำคัญดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่าผมเรียนมาแบบนี้ อาจารย์ที่โรงเรียนผมก็เก่งระดับโลกทั้งนั้น เขาก็เปิดหนังสือ ชีวิตของทุกคนคงมีอะไรให้จำเอาไว้ในสมองค่อนข้างเยอะและผมไม่ได้เกิดมาสอนแพตเทิร์นอย่างเดียว ผมสอนหลายวิชา และแพตเทิร์นที่ผมเรียนมานั้นละเอียดมาก ไม่ได้เรียนมาแบบงูๆปลาๆ ครูพักลักจำ ไม่เปิดหนังสือไม่ได้หรอกครับ … หากจะให้เปรียบเทียบและประเมินระหว่างความสามารถทางด้านการออกแบบและการสร้างแพตเทิร์นของตนเอง ผมยอมรับว่าผมทำแพตเทิร์นได้ไม่เก่งเท่าออกแบบเสื้อ ออกแบบเสื้อง่ายและเร็วกว่าเยอะ

เปิดหนังสือหรือดูจากชีิทก็เหมือนกันล่ะครับ ถ้าอะไรที่มันสอนเราได้ถูกต้องก็ควรดูเป็นตัวอย่าง หากวันหนึ่งเรามีความรู้มากพอเราจะสามารถประเมินได้ว่าหนังสือเล่มใดหรือชีทฉบับไหนมันถูกหรือผิด หรือมันน่าอ่านมากน้อยเพียงใด ผมมีหนังสือสอนสร้างแพตเทิร์นของไทยเราหลายเล่ม บางเล่มที่อ่านๆดูก็พบว่าสอนได้ไม่ดีและบางอย่างก็ผิด ไม่ใช่พิมพ์ผิดนะครับ สอนผิด

(3) ตรวจสอบและแต่งเส้นตามบริเวณที่สำคัญต่างๆ — โดยการต่อแพตเทิร์นชิ้นหน้า ชิ้นหลัง และชิ้นแขน ตรงบริเวณที่สำคัญ เช่น รอบคอ หัวไหล่ จุดต่อรักแร้ ชายกระโปรง และปลายแขน เป็นต้น ให้ต่อกันอย่างกลมกลืนและช่วยให้ชุดมีความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น … แำพตเทิร์นกระโปรงทรงเอที่ไม่มีขั้นตอนของการนำด้านข้างของแพตเทิร์นชิ้นหน้าและชิ้นหลังมาต่อกัน เพื่อแต่งเส้นชายกระโปรงและเจียนมุมแหลมออก ถือเป็นแพตเทิร์นที่ผิด การแต่งมุมและเจียนส่วนที่จำเป็นต้องเจียนออกนั้นถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้

(4) ตรวจสอบสัดส่วนต่างๆให้ถูกต้องตามที่ต้องการ (size controlling) — รวมถึงความหลวมของชุดในจุดที่สำคัญต่างๆ เช่น หน้าอก เอว และสะโพก เป็นต้น หากเราไม่เคยตรวจสอบโดยใ้ช้สายวัดค่อยๆวัดทีละตำแหน่งที่ต้องการ เราจะทราบได้อย่างไรว่าแพตเทิร์นที่สร้างเสร็จแล้วนั้นมีความกว้างของรอบอกเท่าใด รอบเอว รอบสะโพก หรือรอบวงรักแร้เท่าใด มันพอดีกับสัดส่วนของนางแบบ (หรือหุ่น) ที่เราต้องการตัดเย็บชุดให้ใส่หรือไม่ แล้วชุดมันจะมีความคับหรือความหลวมสักเท่าไร … หากเรียนสร้างแพตเทิร์นกระโปรงสักตัวเสร็จแต่ไม่เคยทราบเลยว่าเส้นเอวของชิ้นหน้ายาวเท่าไร ชิ้นหลังยาวเท่าไร แล้วจะเกิดการพัฒนาปัญญาได้อย่างไร มันไม่มีหลักสูตรหรือหนังสือสอนสร้างแพตเทิร์นที่ไหนหรอกที่จะบอกเราว่า เราไม่ต้องรู้ว่าเอวเท่าไรสะโพกเท่าไร ลงมือสร้างไปเลยตามคำอธิบาย เสร็จแล้วจะออกมาพอดีเป๊ะ ใส่แล้วสวยเลยทันที

(5) เขียนเส้นเกรนผ้า (grain line) ข้อมูลที่สำคัญ และสัญลักษณ์ต่างๆลงบนแพตเทิร์น — เขียนลงบนแพตเิทิร์นที่สร้างเสร็จแ้ล้วและใช้เป็นแพตเทิร์นต้นฉบับ … ผมเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “การสร้างแพตเทิร์นนั้น จริงๆแล้วเวลาสร้างเขาจะไม่เีขียนอะไรลงไปมาก และต้นฉบับเขาจะเก็บไว้คนเดียวไม่ให้ใครดู” ผมเห็นว่าก็เป็นคำกล่าวที่ไม่ผิด เพราะเคยเห็นช่างแพตเทิร์นที่ร้าน Surface (ป้าโส ผู้เคยทำงานให้กับดีไซเนอร์ดังๆของเมืองไทย เช่น คุณเล็ก Roccoco มาก่อน) ก็ไม่เขียนอะไรลงไปมาก ที่เห็นเขียนก็แึค่ “น” “ล” “ซ” “ข” หรือพวกตัวเลขต่างๆ “1, 2, 3 ,4, …” เป็นต้น เพื่อบอกให้ทราบว่าแพตเทิร์นของชุดนั้นมีกี่ชิ้น ชิ้นใดเป็นชิ้นหน้า ชิ้นหลัง ฝั่งใดเป็นฝั่งซ้ายหรือขวา และที่สำคัญที่สุดป้าโสจะเขียนเส้นเกรนผ้า (หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เกณฑ์ผ้า” น่าจะเพี้ยนมาจาก “เกรนผ้า”) ลงไปบนแพตเทิร์นเกือบทุกชิ้น ยกเว้นชิ้นที่แกทราบแล้วว่าจะวางผ้าอย่างไร … การเขียนเส้นเกรนผ้าถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของการสร้างแพตเทิร์นเลยก็ว่าได้

ดังนั้น การไม่เขียนอะไรลงไปมากจึงไม่ผิด แต่การไม่เขียนอะไรเลย ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด เรียกได้ว่าผิดมากสำหรับผู้ที่เริ่มเรียนสร้างแพตเทิร์น

อันที่จริง การไม่เขียนอะไรลงไปบนแพตเทิร์นเลยก็อาจเป็นวิธีการเดียวกันกับช่างตัดเสื้อบางท่านที่ตลาดพาหุรัดหรือสามยอด เพราะผมเคยเห็นว่าพวกเขาไม่เขียนอะไรลงไปเลยจริงๆ สร้างครั้งเดียวใช้ครั้งเดียว จบ สร้างปุ๊บวางผ้าตัดปั๊บ เสร็จแล้วก็ขยำกระดาษนั้นทิ้งหรือเอามารีไซเคิลประติดประต่อเพื่อใช้กับงานของลูกค้าคนต่อไป แต่ทั้งนี้ ช่างเหล่านี้ทราบดีว่าหลักในการวางผ้าตัดนั้นเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่างแบบสุ่มสี่สุ่มห้า

ผมเคยเห็นแพตเทิร์นเสื้อสำเร็จรูปของกุชชี่ เป็นชุดกระโปรงยาวผ้าชีฟองมีแขนต่อใต้อก เพื่อนซึ่งเป็นช่างเสื้อของกุชชี่ในขณะนั้นนำงานออกมาทำต่อที่บ้าน แล้วผมมีโอกาสได้เห็นตอนมันวางอยู่บนโต๊ะ บนแพตเทิร์นแต่ละชิ้นมีข้อความและสัญลักษณ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ชัดเจนมากกระทั่งผมซึ่งไม่ได้เป็นผู้สร้างและไม่รู้ที่มาที่ไปของชุดๆนี้มาก่อนเลย สามารถดูด้วยตาแล้วรู้ว่าแพตเิทิร์นชิ้นไหนต้องเย็บต่อกับชิ้นไหน เย็บอย่างไร หรือเย็บจับจีบตรงไหนบ้าง

ดังนั้น คุณจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกเอาว่าจะสร้างแพตเทิร์นและเก็บไว้ใช้ต่อไปในอนาคตในแบบที่ใครมารับงานต่อจากเราก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีอย่างแพตเทิร์นของกุชชี่ หรือสร้างแล้วใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างแพตเทิร์นของช่างสามยอด … ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกแบบไหน

(6) คัดลอกแพตเทิร์นทุกชิ้นลงบนกระดาษอีกแผ่น — เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานต่อในส่วนของการแปลงแบบหรือการเผื่อตะเข็บ หากต้องมีการแปลงแบบเสื้อก็จะต้องจัดการทำให้เสร็จกระทั่งได้แพตเทิร์นของแบบเสื้อนั้นๆมา แล้วคัดลอกออกมาเพื่อทำการเผื่อตะเข็บอีกครั้งหนึ่ง

(7) ขั้นตอนการเผื่อตะเข็บ — เนื่องจากเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในแบบอุตสาหกรรม (ซึ่งสอนให้ค่อยๆทำและมีความละเอียดปราณีตอย่างกับเสื้อผ้าชั้นสูง) จึงต้องมีการศึกษาในเรื่องของการเผื่อตะเข็บและการวิเคราะห์แบบเสื้อเพื่อประมาณค่าของตะเข็บที่จะเผื่อในแต่ละส่วน ซึ่งแต่ละส่วนจะเผื่อตะเข็บไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับวิธีการเย็บที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงแบบเสื้อและรายละเอียดของเสื้ออีกด้วย เช่น ตะเข็บข้างเผื่อ 1 ซม. ตะเข็บกลางหลังเผื่อ 1.5 ซม. เป็นต้น

(8) เขียนเส้นเกรนผ้า ข้อมูลและสัญลักษณ์ที่สำคัญต่างๆลงบนแพตเทิร์น (แบบเผื่อตะเข็บแล้วในตัว) อีกครั้ง — ผมมักจะเขียนวันที่และเวลาที่สร้างแพตเทิร์นเสร็จลงไปด้วยเสมอ มันเป็นเหมือนการบันทึกความทรงจำของเราลงไปในงานนั้นๆ และผมพบว่ามันมีประโยชน์เสมอในเวลาที่ผมต้องการใช้มัน

(9) คัดลอกแพตเทิร์นลงบนกระดาษเวลีน่า (Velina) เพื่อใช้ในการขึ้นโครงชุดและศึกษาต่อบนหุ่นลองเสื้อ — กระดาษเวลีน่าเป็นกระดาษบางๆสีขาวขุ่นคล้ายกระดาษลอกลาย แต่มีความเหนียว แข็งแรง และทนทานกว่า ใช้ในการทดสอบโครงสร้างของแพตเทิร์น การตัดกระดาษเวลีน่าออกมาตามแพตเทิร์นชุดนั้นเทียบได้กับการตัดผ้าเพื่อใช้ในการเย็บชุดจริง

(10) นำแพตเทิร์นกระดาษเวลีน่ามาประกอบกันขึ้นเป็นชุด — โดยใช้เข็มหมุดบ้างหรือสก๊อตเทปบ้างแล้วแต่กรณี

(11) ลองชุดกระดาษเวลีน่าบนหุ่นลองเสื้อและตรวจสอบความสวยงาม — วิธีการนี้เป็นการตรวจสอบ optical view ของชุดแต่ละชุด รายละเีิีอียดบนตัวเสื้อ เส้นสายต่างๆ ความเล็กใหญ่ของแต่ละส่วน เพื่อให้ดูเหมาะสมและสวยงามที่สุดตามความต้องการของดีไซเนอร์ ทั้งนี้การทดลองขึ้นโครงชุดด้วยกระดาษเวลีน่ายังสามารถช่วยให้เห็น effect ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับชุด (ที่เป็นผ้าจริง) หากแพตเทิร์นมีความแปลกประหลาดและผู้เรียนไม่แน่ใจว่าแพตเทิร์นนั้นดีหรือยัง … อาจารย์ของผมที่มิลานเคยกล่าวว่า ถ้าชุดกระดาษมันออกมาสวย เกิดการฟอร์มตัวที่ดีและไม่มีรอยยับหรือรอยย่นแล้ว ก็สามารถเบาใจได้ว่าชุดที่เป็นผ้าจะออกมาสวยอย่างแน่นอน

(12) ปรับแก้ไขแพตเทิร์นบนกระดาษเวลีน่า — โดยขีดเส้นที่ต้องการลงไปด้วยปากกาเมจิกสีต่างๆ และสามารถเขียนโน้ตไว้ได้ว่าต้องการทำอะไรในบริเวณใด หากต้องมีการตัดปิดเกล็ดหรือเติมกระดาษเพื่อเพิ่มเนื้อที่ของบริเวณต่างก็สามารถทำได้ในขั้นตอนนี้

(13) แก้ไขแพตเทิร์นต้นฉบับ (ของชุดกระดาษ) — หลังจากที่ได้ปรับแก้ไขเรื่องเส้นสายบนชุดแล้วให้วัดความยาวของส่วนที่ต้องการแก้ไขบนชุด ได้เท่าไรแล้วนำลงมาแก้ไขบนแพตเทิร์นต้นฉบับอีกครั้ง ข้อควรระวังคือ ควรตรวจสอบความยาวของเส้นบางเส้นอีกครั้ง เพราะการปรับแต่งเส้นบนหุ่นนั้นอาจไม่เที่ยงและทำให้เกิดความผิดพลาดได้

(14) จัดทำแพตเทิร์นแม่แบบหรือบล็อกกระดาษแข็ง (blog) — ในกรณีที่ต้องการใช้แพตเทิร์นชิ้นนี้เป็นแม่แบบสำหรับการสร้างแพตเทิร์นอื่นๆในอนาคต

ขอปิดท้ายอีกครั้งสำหรับผู้ที่คิดว่าการเป็นดีไซเนอร์ไม่จำเป็นต้องเรียนสร้างแพตเทิร์นและตัดเย็บให้ึลึกซึ้งอะไร เรียนแค่พอรู้แบบคร่าวๆก็พอ ก็อยากจะบอกว่าเรียนแบบคร่าวๆก็จะทำได้แบบคร่าวๆ … อยากกระตุ้นเตือนสติอีกครั้งว่าทุกสถาบันระดับดังๆของโลกที่เคยผลิตดีไซเนอร์ชื่อดังประดับวงการแฟชั่นโลกอยู่ในขณะนี้ เค้ากำลังสอนให้ดีไซเนอร์ทำทุกอย่างตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ การเรียนแฟชั่นโดยไม่สนใจด้านทักษะปฏิบัตินั้นก็เหมือนนั่งอ่านวิธีดำนำแต่ไม่เคยลองดำน้ำ พอถึงเวลาต้องดำน้ำจริงๆก็อาจสำลักน้ำได้

ทั้งหมดนี้หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาด้านแฟชั่นของประเทศ ทุกสถาบันควรเน้นการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นทักษะปฏิบัติควบคู่ไปด้วย เพราะความเป็นจริงในปัจจุบันนั้น ปริญญาโทไม่พอแล้ว ทุกที่ต่างมองหาคนที่เรียนจบสูงกว่านั้น เช่นเดียวกัน ดีไซเนอร์ที่ออกแบบเป็นอย่างเดียวก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับตลาดอาชีพในอนาคต

เราไม่ได้เรียนแพตเทิร์นและตัดเย็บเพื่อไปเป็นช่างแพตเทิร์นหรือช่างเย็บผ้า แต่เราต้องเรียนแพตเทิร์นและตัดเย็บเพื่อที่จะเป็นคนเก่ง เป็นดีไซเนอร์ที่ดีในอนาคต หากเราคิดว่าถ้าเรียนตัดเย็บแบบให้รู้ลึกรู้จริงคงต้องไปเรียนตามโรงเรียนสอนตัดเสื้อ หรือเรียนจบแล้วคงต้องไปเป็นช่างเย็บผ้า อย่างนั้นผมว่าโลกทัศน์ของเราแคบมาก ถือว่าเราคิดผิดมาก … เมื่อครู่พูดถึงอนาคตก็คิดว่าอาจจะไกลตัวไปหน่อย เอาเป็นว่าเดี๋ยวตอนทำ Pre-thesis กับ Thesis ก็จะรู้ว่าเรียนไปทำไม ดังนั้น ขอให้ลูกศิษย์ที่่รักทุกคนตั้งใจเรียนนะครับ🙂