“การเขียนบรรณานุกรมแบบเป็นวิชาการ ไม่เหมาะกับเด็กเรียนศิลปะเลย” / ทางออกอยู่ตรงไหน?

ผมเห็นใจลูกศิษย์คนหนึ่งที่กล่าวว่า “การเขียนบรรณานุกรมแบบเป็นวิชาการ ไม่เหมาะกับเด็กเรียนศิลปะเลย” ผมเองก็ไม่รู้จะช่วยได้อย่างไร ระบบการศึกษาของเราเขาให้รวบรวมแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งหมด (ทั้งที่ไปหยิบยืมของคนอื่นมาใช้และที่เห็นว่าเกี่ยวข้องเป็นประโยชน์) ไว้ในตอนท้ายของการทำรายงาน เขาไม่ได้ยกเว้นว่าเรียนศิลปะ เรียนซ่อมรถ หรือเรียนทำอาหารจะไม่ต้องเขียนบรรณานุกรม

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือการทำเอกสารประกอบการสอนให้ละเอียดที่สุด และยกตัวอย่างไว้ให้ดู ให้เขียนตามได้ หากนึกอะไรไม่ออกก็ดูตามตัวอย่างก็อาจจะพอถูไถไป การเขียนเอกสารประกอบการสอนจะใช้ภาษาพูดก็ไม่ได้ เด็กเรียนศิลปะไม่ถูกกับการอ่านหนังสือหนังหาอยู่แล้วเป็นทุน ยิ่งเจอคำอธิบายที่เป็นภาษาทางการก็บอกได้คำเดียวว่า “สวัสดี”

แม้แต่ตนเองเมื่อยามที่ศึกษาคู่มือและแหล่งข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับการเขียนบรรณานุกรม (รวมถึงการอ้างอิงระบบนั้นระบบนี้และการอ้างอิงเชิงอรรถ) ยังรู้สึกได้ว่า แล้วเด็กรุ่นใหม่ที่ไหนจะนั่งอ่านเรื่องพวกนี้ได้หมด อ่านได้หมดยังไม่เท่าไร แต่อ่านแล้วเข้าใจหรือไม่เป็นประเด็นที่สำคัญกว่า ผมเองยังไม่เข้าใจคำอธิบายบางอย่างเลยเสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่ได้ดูตัวอย่างโดยการสืบค้นข้อมูลจากหลายๆแหล่ง (ในอินเทอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่) ก็แทบจะมืดแปดด้าน โชคดีที่ได้สอบถามไปยังบรรณารักษ์ผู้ชำนาญการโดยตรงจึงสามารถยกตัวอย่างวิธีการเขียนบรรณานุกรมในรูปแบบอื่นๆที่นอกเหนือจากในหนังสือคู่มือได้

(อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://individualproject2554.wordpress.com/)

หากมีนักศึกษาสักคนที่สนใจศึกษาเรื่องการเขียนบรรณานุกรมนี้จริงๆ และไปหยิบยืมหนังสือคู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์มาอ่านดู จะพบว่าส่วนที่ทำให้งงงวยที่สุดก็คือเรื่องของการเขียนบรรณานุกรมและการอ้างอิงนี้แล ดังนั้นเขาหรือเธอจะหยุดอ่านคำอธิบายทันทีแล้วหันไปหาที่พึ่งคือ ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมสำหรับแหล่งข้อมูลประเภทต่างๆ

แต่ปัญหามันมีอยู่ว่าตัวอย่างนั้นก็มีอยู่แบบครอบจักรวาลให้ครบทุกศาสตร์ทุกแขนง ไล่มาตั้งแต่หนังสือผู้แต่งคนเดียว บทความ วารสาร จุลสาร สารานุกรม หนังสือพิมพ์ สูจิบัตร ต้นฉบับตัวเขียน พงศาวดาร เอกสารจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ฟิล์มสตริปภาพยนตร์ (คืออะไรก็ไม่รู้เพราะยังไม่เคยเห็น) แผนที่ แถบเสียง ไมโครฟอร์ม (ขอบคุณพระเจ้า) แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศและภาพถ่ายทางดาวเทียม ผลงานศิลปะ และกว่าจะมาถึงตัวอย่างวิธีการเขียนที่ได้รับผลโหวตคะแนนสูงสุดให้เป็นแชมป์ของการเขียนบรรณานุกรมสำหรับนักศึกษารุ่นใหม่ (ไม่รู้ทุกสถาบันเป็นเช่นเดียวกันหรือไม่ แต่ลูกๆของผมนั้นรักสิ่งนี้มาก) นั่นคือ สื่ออิเล็กทรอนิคส์ โดยเฉพาะ การอ้างอิงข้อมูลจากบริการต่างๆบนอินเทอร์เน็ต

รายงานบางเล่มเขียนบรรณานุกรมว่า http://www.google.com ผมเห็นแล้วเศร้าใจ รายงานบางเล่มเขียนบรรณานุกรมได้ถูกต้องและมีรายชื่อแหล่งข้อมูลจำนวนมากพอสมควร แสดงให้เห็นความตั้งใจของนักศึกษาและสะท้อนว่าตัวอย่างในเอกสารประกอบการสอนของผมนั้นทำงานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ทั้งหมดที่ระบุไว้เป็นบรรณานุกรมที่ขึ้นต้นด้วย www. ทั้งหมด ผมเขียนแนะนำไปว่า ควรมีการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งอื่นๆบ้างดีไหม เช่น หนังสือ เป็นต้น

อันที่จริงเรื่องนี้เคยสนทนากับรุ่นพี่ท่านหนึ่งที่ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกหลักและเป็นอีกคนที่เห็นความสำคัญของเรื่องพวกนี้ เขาบอกผมว่ามันเป็นสิทธิ์ของแต่ละบุคคลที่จะสืบคนข้อมูลจากแหล่งใดก็ได้ ถ้าข้อมูลที่ได้มานั้นมันดีจริง (หมายถึงจากอินเทอร์เน็ต) ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาในหนังสือก็ได้ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่แค่รู้สึกว่ารูปภาพสวยๆที่เกี่ยวข้องกับงานแฟชั่นและเป็นภาพที่อาจหาไม่ได้จาก google (เพื่อนรักนักศึกษา) นั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในหนังสือหรือนิตยสารต่างๆ รู้สึกเสียดายแทนที่นักศึกษาไม่ยอมศึกษาให้ลึกซึ้งอีกสักนิด เช่นเดียวกับข้อมูลหลายๆอย่างที่ไม่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ตแน่นอน แต่หาได้จากหนังสือดีๆบางเล่ม

แต่อินเทอร์เน็ตก็ไม่ได้แย่ซะทีเดียว ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตหลายๆอย่างก็มีความทันสมัยกว่าในหนังสือมาก ผมเชื่อว่าหนังสือกว่าครึ่งของห้องสมุดเป็นหนังสือเก่าที่มีมานานแล้ว และคุณจะพบว่าเนื้อหาบางประการในหนังสือมันใช้ไม่ได้เสียแล้วในยุคสมัยนี้ ดังนั้น สิ่งที่ดีที่สุดคือการใช้สมองคิดดูว่าควรหาข้อมูลจากแหล่งใดบ้าง ข้อมูลใดจากแหล่งใด ให้เวลากับการคิดสักนิดก่อนลงมือค้นหา

ดังนั้น การเขียนบรรณานุกรมโดยการอ้างอิงจากสื่อต่างๆบนอินเทอร์เน็ตจึงได้รับความนิยมเป็นอย่าง (น่ากลัว) มาก ผมเคยสอบถามเรื่องนี้ไปยังคุณสมปอง มิสสะตะ บรรณารักษ์ผู้ชำนาญการ 8 สำนักหอสมุดกลางพระราชวังสนามจันทร์ เพราะผมเห็นว่าวิธีการเขียนในแบบที่คู่มือกำหนดไว้นั้นมันลักลั่นขัดแย้งในตัวเอง กำหนดให้ใช้คำไทยคำอังกฤษคำ ผสมปนเปกันไป ผมอ่านวิธีการเขียนบรรณานุกรมของหลายๆสถาบันดูแล้วพบว่าหลายที่ได้จัดระบบการเขียนได้อย่างดีเยี่ยม มีคู่มือที่ละเอียดและครบถ้วน สุดยอดและเป็นที่พึ่งของนักศึกษาได้ มีกระทั่งแบบฟอร์ม check list ให้นักศึกษาเอาไว้ตรวจว่าในรายงานมีหัวข้อและรายละเอียดต่างๆครบหรือยัง ถ้ายังไม่ครบเอากลับไปทำมาให้ครบ เพราะถ้าไม่ครบจะไม่รับรายงานเล่มนั้น

สถาบันส่วนใหญ่เหล่านั้นจะกำหนดให้ใช้ภาษาไทยอย่างเดียวในการเขียนบรรณานุกรม ผมชอบแบบนั้น ผมรู้สึกว่าการเขียนคำว่า “สืบค้นเมื่อ” แทนคำว่า “Accessed” และ “เข้าถึงได้จาก” แทนคำว่า “Available from” นั้น มันดูเหมาะสมกว่า แต่ก็พบว่ามีบางสถาบัน (รวมถึงมหาวิทยาลัยของผม) ที่ยังกำหนดให้ใช้คำภาษาอังกฤษ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

“นขลิขิต.”  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี [Online].  Accessed 2 กุมภาพันธ์ 2554.  Available from http://th.wikipedia.org/wiki/นขลิขิต

ลองดูใหม่นะครับ ถ้าผมจะเขียนในแบบที่ผมชอบ

“นขลิขิต.”  วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี [ออนไลน์].  สืบค้นเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2554.  เข้าถึงได้จาก http://th.wikipedia.org/wiki/นขลิขิต

 รู้สึกถึงความแตกต่างของความรู้สึกของเราเมื่อเห็นตัวอย่างทั้งสองหรือไม่ครับ?

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แต่กระนั้นก็ตาม ทุกครั้งที่สืบค้นเรื่องนี้จะพบว่ามีหมายเหตุบอกไว้เสมอว่า ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการเขียนบรรณานุกรมนั้นให้ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน/หน่วยงานเป็นผู้กำหนด ว่าจะยึดหลักแบบใด (ซึ่งก็เอามาจากของฝรั่งทั้งนั้น) และเมื่อสอบถามไปยังพี่บรรณารักษ์ผู้รู้จริงในเรื่องนี้ ก็ได้คำตอบเช่นนั้น ผมยังได้เปรยไปเสียด้วยซ้ำว่า อันที่จริงแล้วผมยังไงก็ได้ แค่อยากทราบว่ามหาวิทยาลัยกำหนดอย่างไร ก็จะได้ยึดเป็นสรณะ แต่ในตอนท้ายก็ได้เสริมไปว่า น่าจะมีการสังคายนาคู่มือการพิมพ์วิทยานิพนธ์ของบัณฑิตวิทยาลัยได้แล้ว เพราะเป็นข้อกำหนดของเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตัวอย่างการเขียนอ้างอิงจากยูทูบหรือแหล่งข้อมูลประเภทใหม่ๆในโลกยุคใหม่นี้ก็ยังไม่มีบรรจุลงไปในเล่ม

หมายเหตุ : การที่ผมบอกว่าผมชอบวิธีการเขียนบรรณานุกรมแบบของมหาวิทยาลัยอื่น เช่น สมมติว่าผมบอกว่าผมชอบวิธีการเขียนของมหาวิทยาลัยบูรพา เป็นต้น มันไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบหรือกำลังดูถูกเหยียดหยามวิธีการของมหาวิทยาลัยของตนเองนะครับ โปรดฟังด้วยสติ … และผมมีสิทธิ์จะชอบ ไม่ชอบ หรือรู้สึกเฉยๆต่ออะไรก็ได้ มันเป็นสิทธิ์ของผม … แต่ท้ายที่สุดผมก็ตัดสินใจใช้วิธีการเขียนแบบของมหาวิทยาลัยศิลปากรซึ่งเปรียบเสมือนบ้านของผมในขณะนี้ เขากำหนดให้ทำแบบนั้นก็ต้องทำแบบนั้น (ถามว่าอยากทำไหม ขัดใจไหม แน่นอนอยากทำอีกแบบมากกว่า ขัดใจนิดหน่อยแต่ไม่ถึงกับตาย)

ที่นี้กลับมาที่เรื่องของการเขียนบรรณานุกรมสำหรับนักศึกษาที่เรียนศิลปะ ผมเห็นเพื่อนอาจารย์ท่านหนึ่งเพิ่งศึกษาจบหลักสูตรปริญญาโทภาคประยุกตศิลปศึกษา เราเรียกวิทยานิพนธ์ในสายศิลปะว่า “ศิลปะนิพนธ์” ผมก็เห็นว่าเธอทำรายงานได้อย่างดี สวยงาม เป็นระเบียบ และให้ความสำคัญกับการเขียนบรรณานุกรมเป็นอย่างมาก (ทั้งนี้ ถ้าไม่ทำก็อาจมีผลให้ไม่ผ่านได้ เพราะมันเป็นกฎเป็นระเบียบที่ต้องปฏิบัติตาม) งานสร้างสรรค์ของเธอเป็นงานศิลปะอย่างชัดเจน เพียงแค่มันมีการกำหนดสถานที่ในการใช้ประโยชน์จากงาน ซึ่งถูกต้องแล้ว ศิลปินทุกคนมีจุดประสงค์ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ แม้ว่าจะเป็นการทำเพื่อสำเร็จความใคร่ทางอารมณ์ของตนเอง ทำเองดูเอง ทำแล้วอาจจะเผาทิ้งก็ได้ แต่นั่นแหล่ะคือจุดประสงค์ ดังนั้น ทุกอย่างสามารถอธิบายได้ถ้าจะอธิบาย … อย่าใช้คำว่า “ศิลปะ” เป็นข้ออ้างที่จะไม่ยอมอธิบายอะไร เพียงเพราะไม่สามารถจัดการความคิดของตนเองและ/หรือข้อมูลต่างๆได้

ผมอาจจะต้องขอยืมศิลปนิพนธ์ของเธอมาศึกษาให้ละเอียดสักครั้ง จะได้พูดถึงได้อย่างชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน แต่ถึงจะเป็นการดูอย่างผ่านๆในตอนนั้น ก็สามารถเชื่อได้ว่าในบรรณานุกรมของเธอไม่มีการอ้างอิงถึงพงศาวดารหรือภาพถ่ายทางดาวเทียมอย่างแน่นอน ดังนั้น จึงเกิดคำถามว่า แล้วคำอธิบายและตัวอย่างต่างๆที่ไม่เกี่ยวข้องเลยแน่นอนกับงานของฉันจะบรรจุไว้ในคู่มือให้ฉันอ่านทำไม หนึ่งเสียเวลา สองเปลืองกระดาษ สามทำให้ฉันไม่อยากอ่านเพราะฉันตาลายไปหมดแล้ว

แต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า แล้วคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่างานศิลปะของคุณนั้นจะไม่ไปเกี่ยวข้องอะไรกับพงศาวดารหรือภาพถ่ายทางทางดาวเทียม??? … ศิลปินชอบเพ้อฝันไม่ใช่หรือ ไหนคุณบอกว่าคุณต้องใช้จินตนาการ ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งที่คุณติสต์แตก คุณอาจจะอยากรังสรรค์งานศิลปะบางอย่างที่ได้แรงบันดาลใจจากการสมมติว่าตนเองล่องลอยอยู่ในอวกาศและมองลงมายังพื้นโลกก็เป็นได้

ผมคนหนึ่งล่ะที่อาจจะคิดคอนเซ็ปต์ประเภทเพ้อฝันอะไรทำนองนั้นออกมาจริงๆ ซึ่งแน่นอนว่าผมต้องพยายามหาทางอธิบายมันออกมาเป็นรูปธรรมให้ได้ … อาจจะขัดแย้งกับความคิดของใครหลายๆคนในขณะนี้ว่า งานของฉันเป็นเรื่องของนามธรรม ต้องใช้อารมณ์สัมผัส อธิบายเป็นตัวอักษรไม่ได้ … ผมเห็นด้วย ไม่มีปัญหาเลยครับ งานของผมบางชิ้นก็เพ้อมาก มันเป็นปัญหาของ รมต. กระทรวงศึกษาธิการ และ อธิการบดี ว่าจะยอมเปลี่ยนระบบการศึกษาด้านศิลปะเสียใหม่หรือไม่ ไม่ต้องให้เด็กทำรายงาน ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรให้วุ่นวาย ประหยัดเวลา ประหยัดทรัพยากร ไม่ต้องเขียนบรรณานุกรม เขียนไปทำไม เอาเวลาไปทำงานศิลปะดีกว่า … ถ้าผู้ใหญ่ทั้งสองท่านยอม ผมในฐานะอาจารย์จะลุกขึ้นเต้นท่าเดียวกับบียอนเซ่ในเพลง Who Run The World และกรีดร้องอย่างยินดีไปด้วย

ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=VBmMU_iwe6U

ผมอยากจะทำคู่มือการเขียนบรรณานุกรมสำหรับการศึกษาด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย (และเรื่องที่เกี่ยวข้อง) แยกเป็นเอกเทศเลยสำหรับลูกๆของผม อยากจะตัดเรื่องที่ (คิดว่า) ไม่เกี่ยวข้องออกไปทั้งหมด เช่น

หอจดหมายเหตุแห่งชาติ.  แถบบันทึกเสียงส่วนบุคคล ถ.สบ. 2/2.  สัมภาษณ์ นายจ๋าย  แซ่ตั้ง, 22 กรกฎาคม 2522.

กรมแผนที่ทหาร.  “ดอยป่าซาง.” ระวาง 4840 II.  พิมพ์ครั้งที่ 1-RTSD.  แผนที่ประเทศไทย ลำดับชุด L 7017.  2527.  มาตราส่วน 1 : 50,000.

“ตำราพิไชยสงครามเล่ม 5.” หอสมุดแห่งชาติ.  สมุดไทยขาว.  อักษรขอม-ไทย.  ภาษาบาลี-ไทย.  เส้นหรดาล.  ม.ป.ป.  เลขที่ 217.

เป็นต้น

แต่ไม่แน่ใจว่าทำอย่างนั้นได้หรือไม่ ระเบียบวิธีที่มีมาแต่เดิมมันอาจจะมีประโยชน์ก็ได้ (เพราะอาจมีลูกศิษย์บางคนมีจินตนาการสูงส่งอยากออกแบบเสื้อโดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำราพิไชยสงคราม) และการอธิบายถึงการเขียนบรรณานุกรม เมื่ออธิบายแล้วก็ควรอธิบายให้ครบถ้วนทั้งหมดมิใช่หรือ เพราะนั่นคือองค์ความรู้ที่สมควรถูกถ่ายทอดต่อไปเรื่อยๆ … ยังเป็นคำถามอยู่ว่าจะมี่ทางออกในเรื่องนี้อย่างไร จะยกตัวอย่างเลยดีไหมไม่ต้องอธิบายเพราะเด็กส่วนใหญ่ไม่อ่านอะไรยาวๆอยู่แล้ว (ขนาดแผนการสอนก็ยังไม่อ่านกันเลย) เพื่อให้รู้สึกอยากทำรายงานมากขึ้น เพราะมันง่าย ดูตัวอย่างแล้วเขียนตามได้เลย ตอนนี้ยังคิดไม่ตก เดี๋ยวจะลองปรึกษาผู้รู้ในเรื่องนี้แล้วจะลองทำขึ้นมาดูสักเล่มเป็นต้นฉบับ อย่างไรหากมีความคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบนะครับ

“การเขียนบรรณานุกรมแบบเป็นวิชาการ ไม่เหมาะกับเด็กเรียนศิลปะเลย” … อ่านดูอีกครั้งก็เข้าใจและเห็นใจ แต่ในประเทศนี้ยังมีอะไรอีกเยอะที่มันไม่เหมาะไม่ควรแต่เราต้องทำ บางครั้งก็ต้องทำไปโดยขัดกับความรู้สึกของตนเอง ถ้าไม่ทำจะอยู่ในกลุ่มไม่ได้ จะกลายเป็นแกะดำ แกะขาวกลายเป็นแกะดำ แกะดำกลายเป็นแกะขาว … วันก่อนคุยกับคนๆหนึ่งซึ่งมีความสำคัญกับชีวิตของผม เขาทุกข์ใจในการปฏิบัติงานในระบบราชการ เขาต้องทำอะไรบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่ผิด เขาต้องร่วมโกงเงินของแผ่นดินไปโดยปริยายเพราะถูกเจ้านายบังคับ มันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรเลย แต่เขาต้องทำ ถ้าไม่ทำจะถูกมองว่าเป็นแกะดำและอาจถูกกลั่นแกล้ง ผมสงสารเขา

วิธีการเรียนการสอนในบ้านเราก็ยังมีอะไรอีกเยอะที่มันไม่เหมาะกับธรรมชาติของผู้เรียนเลย แต่ถามว่าทำอะไรได้ไหม จะทำอะไรได้นอกจากก้มหน้าก้มตาเรียนไป ว่างก็ค่อยเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนในแบบที่ตนเองต้องการ เป็นอาจารย์ก็ยังต้องทำอะไรอีกตั้งเยอะแยะที่สิ้นเปลืองเวลาและทรัพยากรเสียเหลือเกิน แต่เราก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำก็ผิด ไม่ขึ้นเงินเดือนให้ (ที่จะขึ้นให้คือหลักร้อย) และที่ทำๆไปก็รู้กันอยู่แก่ใจว่าทำแค่ให้พอมีส่ง คนที่สั่งให้ทำจะได้อ่านบ้างหรือเปล่ายังไม่มีใครให้คำตอบผมได้ คนที่สั่งให้ทำก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากผู้ใหญ่ในระดับนโยบายเช่นเดียวกันว่าจะมีใครเอาไปอ่านและตรวจสอบจริงๆหรือไม่… มันเป็นอะไรที่ไม่เหมาะกับอาจารย์ศิลปะเลยเช่นกัน

“การเขียนบรรณานุกรมแบบวิชาการ ไม่เหมาะกับอาจารย์สอนศิลปะเลย” … ลองอ่านดูอีกสักรอบแล้วถามตนเองว่าเห็นด้วยหรือไม่ … ผมเห็นด้วย ผมถามตนเองว่าทำไมต้องมานั่งพิรี้พิไรเรื่องการเขียนบรรณานุกรม เอาเวลาไปรับงานนอกดีกว่าไหม จะได้มีเงินมีทองไปเล่นฟิตเนสบ้าง แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าคุณเองก็คิดว่ามันไม่เหมาะกับอาจารย์สอนศิลปะเลย ก็ต้องขอย้ำอีกครั้งว่า ยังมีอะไรอีกเยอะที่มันไม่เหมาะไม่ควร แต่ผมต้องทำ… เพราะถ้าไม่ทำแล้วใครจะทำ

สวัสดีครับ

My patternmaking class at Secoli – Milano (1)

การเรียนแพตเทิร์นของสถาบัน Secoli (หรือชื่อเดิม Istituto Carlo Secoli) ที่เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ซึ่งผมได้ไปศึกษาอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 2006-2007 นั้น มีหลักการ กระบวนการ และเทคนิควิธีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่ สถาบันนี้เปิดสอนมากว่า 70 ปีแล้ว ผลิตทั้งดีไซเนอร์ ช่างเสื้อ ทั้้งฝ่ายแพตเทิร์นและตัดเย็บประดับวงการแฟชั่นของอิตาลีและประเทศต่างๆเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน นักศึกษามีมาจากทั่วทุกมุมโลก เท่าที่สอบถามดูจากฝ่ายทะเบียน ได้ข้อมูลคร่าวๆว่าก่อนหน้าที่ผมจะมาเป็นนักศึกษาของที่นี่ เคยมีคนไทยอีกคนหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของที่นี่เช่นกัน เห็นเขาว่าหลายสิบปีแล้ว

วิธีการเรียนแพตเทิร์นของที่นี่คือ

  1. สอนวัดตัวให้เป็นและเข้าใจเรื่องสัดส่วนของมนุษย์
  2. สร้างแพตเทิร์นกระดาษ
  3. ตรวจสอบและแต่งเส้นตามบริเวณที่สำคัญต่างๆ
  4. ตรวจสอบสัดส่วนต่างๆให้ถูกต้องตามที่ต้องการ (size controlling)
  5. เขียนเส้นเกรนผ้า (grain line) ข้อมูลที่สำคัญ และสัญลักษณ์ต่างๆลงบนแพตเทิร์น
  6. คัดลอกแพตเทิร์นทุกชิ้นลงบนกระดาษอีกแผ่น
  7. ขั้นตอนการเผื่อตะเข็บ
  8. เขียนเส้นเกรนผ้า ข้อมูลและสัญลักษณ์ที่สำคัญต่างๆลงบนแพตเทิร์น (แบบเผื่อตะเข็บแล้วในตัว) อีกครั้ง
  9. คัดลอกแพตเทิร์นลงบนกระดาษเวลีน่า (Velina) เพื่อใช้ในการขึ้นโครงชุดและศึกษาต่อบนหุ่นลองเสื้อ
  10. นำแพตเทิร์นกระดาษเวลีน่ามาประกอบกันขึ้นเป็นชุด
  11. ลองชุดกระดาษเวลีน่าบนหุ่นลองเสื้อและตรวจสอบความสวยงาม
  12. ปรับแก้ไขแพตเทิร์นบนกระดาษเวลีน่า
  13. แก้ไขแพตเทิร์นต้นฉบับ (ของชุดกระดาษ)
  14. จัดทำแพตเทิร์นแม่แบบหรือบล็อกกระดาษแข็ง (blog)
  15. จากนั้น … เข้าสู่ขั้นตอนของการตัดเย็บ

เมื่อสร้างแพตเทิร์นใดๆก็ตามเสร็จสิ้นในชั้นเรียนแล้ว การบ้านของทุกวันก็คือ การสร้างแพตเทิร์นนั้นอีกรอบหนึ่ง แต่เป็นการสร้างลงไปบนกระดาษ A4 ในสัดส่วนที่ย่อลง 1 ต่อ 5 … แต่แพตเทิร์นบางชิ้นที่ค่อนข้างเล็ก เช่น ปกเสื้อ เป็นต้น ก็จะให้สร้างขนาดเท่าจริง การบ้านนี้เองที่ทำให้เราได้ฝึกฝนทักษะและฝีมือ อีกทั้งช่วยให้เราจำวิธีการสร้างแพตเทิร์นได้อีกด้วย หากวันไหนที่จำไม่ได้ก็นำเจ้าแพตเทิร์นจิ๋วนี้ (ที่สถาบัน เราเรียกมันว่า i piccoli หรืออาจแปลเป็นไทยว่า ตัวเล็ก) ขึ้นมาดูอีกครั้ง เพราะนอกจากจะได้ดูโครงสร้างแพตเทิร์นแล้วก็ยังมี short note หรือคำิิอธิบายที่เราจดลงไปในแบบที่เราเข้าใจของเราเองอยู่ในนั้นอีกด้วย

ต่อไปจะขออธิบายแต่ละขั้นตอน ดังนี้

(1) สอนวัดตัวให้เป็นและเข้าใจเรื่องสัดส่วนของมนุษย์ — การวัดตัวของที่นี่จะไม่ละเอียดเหมือนกันวัดตัวตัด (made-to-order) เืนื่องจากเป็นหลักสูตรแพตเทิร์นอุตสาหกรรม วัดตัวเพื่อให้เข้าใจว่าตารางไซ้ส์มาตรฐาน (standard size table) นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร เมื่อเข้าใจแล้วก็ให้ใช้ตารางไซ้ส์มาตรฐานในการเรียนการสอนต่อไป ทั้งนี้ การสอนจะเปรียบเทียบตัวเลขในตารางกับสัดส่วนจริงของมนุษย์ (วัดให้ดู) เพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นอยู่เสมอ … เข้าใจว่าการสอนแพตเทิร์นของทั่วโลกก็เริ่มจากสูตรเดียวกันคือ สอนให้รู้จักวัดตัวเป็น ดังนั้น การเรียนแพตเิทิร์นโดยไม่สอนวัดตัวถือเป็นสิ่งที่ผิดมาก

(2) สร้างแพตเทิร์นกระดาษ — บนโต๊ะขนาดที่ใหญ่พอสมควรต่อผู้เรียนหนึ่งคน โต๊ะของที่นี่จะมีพื้นผิวที่ทำจากวัสดุพิเศษที่แข็งแต่ยืดหยุ่นได้ ผู้เรียนสามารถใช้เหล็กแหลมหรือหมุดกดลงไปและเมื่อดึงออกพื้นผิวของโต๊ะจะไม่เป็นรู ของที่วางบนโต๊ะจะมีเพียงแค่กระดาษสร้างแพตเทิร์น อุปกรณ์ในการขีดเขียน ไม้บรรทัดรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (ซึ่งเป็นไม้บรรทัดแบบพิเศษที่สถาบันแห่งนี้เป็นผู้คิดค้นเป็นที่แีรก พบว่ามีการใช้ไม้บรรทัดลักษณะเดียวกันแต่ยาวกว่ากัน 3 ซม. ในการเรียนการสอนของสถาบันชื่อดังแห่งอื่นๆ เช่น Marangoni Institute เป็นต้น) ส่วนกระเป๋าและของใช้อื่นๆที่ไม่จำเป็นกับการสร้างแพตเทิร์นจะแนะนำให้ผู้เรียนวางไว้บริเวณอื่น เช่น ใต้โต๊ะ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีแท่นเหล็กหรือก้อนหินรูปทรงสี่เหลี่ยมหรือวงกลมก็ได้ ขนาดประมาณหนึ่งกำมือและมีน้ำหนักพอสมควร ใช้สำหรับวางทับกระดาษในขั้นตอนของการคัดลอกแพตเทิร์น

จากภาพ จะเ้ห็นว่าอาจารย์ของผมกำลังสอนสร้างแพตเทิร์นชุดมีเกล็ดและกำลังเขียนอักษรย่อ D.T. ลงไปที่เส้นกลางหลังของแพตเทิร์นชิ้นหลัง (D.T. ย่อมาจาก Dietro หมายถึง ด้านหลัง เทียบได้กับ ก.ล. – กลางหลัง ของไทยเรา) การสอนของอาจารย์ทุกคนที่นี่จะมีหนังสือวางบนโต๊ะอยู่เสมอ ทั้งนี้เนื่องจากระเบียบวิธีแบบ Secoli (il metodo del Secoli) ค่อนข้างละเอียดมาก ดังนั้น ระหว่างที่สอนไปจึงต้องคอยตรวจสอบตัวเลขต่างๆอยู่เสมอเพื่อกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้่นได้ และผมก็ได้เรียนรู้วิธีการเช่นเดียวกันนี้ตลอดระยะเวลาในการศึกษาที่นั่น ดังนั้นทำให้ผมติดหนังสือ และทุกครั้งที่สร้างแพตเทิร์นก็จะต้องมีหนังสือวางไว้ข้างกายเสมอ แม้แต่การสร้างแพตเทิร์นง่ายๆที่เคยสร้างไปแล้วหลายครั้งก็ตาม ผมก็ยังรู้สึกอุ่นใจกว่าที่จะคอยเหลือบตาไปมองตัวเลขหรือคำอธิบายต่างๆที่ระบุไว้ในหน้าหนังสือ

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่มีโิอกาสสอนในรายวิชาการสร้างแพตเทิร์น 2 เมื่อปีที่แล้ว ผมได้รับข้อมูลป้อนกลับ (feedback) จากนักศึกษาในทำนองที่ว่า การสอนแบบเปิดหนังสือดูไปด้วยของผมลักษณะนี้มันไม่เหมือนมืออาชีพ หากจะสอนแบบเปิดหนังสือเช่นนี้ก็ให้นักศึกษาไปซื้อหนังสือแล้วทำอยู่บ้านเองก็ได้ อาจารย์ผู้สอนควรจะจำได้ขึ้นในและไม่จำเป็นต้องเปิดหนังสือดูระหว่างสอน … ผมขอชี้แจงว่า อย่างไรผมก็ยังคงต้องเปิดหนังสือ เพราะผมอุ่นใจที่จะค่อยๆดูตามวิํีธีการและตัวเลขต่างๆในนั้น มันเหมือนเป็นการทบทวนไปในตัว ผมยอมให้มองว่าเป็นอาจารย์ที่ไม่เก่งจริงเพราะต้องคอยดูตามหนังสือ ดีกว่าไม่เปิดหนังสือแต่สอนแบบผิดๆ ถ้ามีหนังสือแล้วสอนได้ถูกต้องผมขอมีหนังสือ และที่สำคัญดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่าผมเรียนมาแบบนี้ อาจารย์ที่โรงเรียนผมก็เก่งระดับโลกทั้งนั้น เขาก็เปิดหนังสือ ชีวิตของทุกคนคงมีอะไรให้จำเอาไว้ในสมองค่อนข้างเยอะและผมไม่ได้เกิดมาสอนแพตเทิร์นอย่างเดียว ผมสอนหลายวิชา และแพตเทิร์นที่ผมเรียนมานั้นละเอียดมาก ไม่ได้เรียนมาแบบงูๆปลาๆ ครูพักลักจำ ไม่เปิดหนังสือไม่ได้หรอกครับ … หากจะให้เปรียบเทียบและประเมินระหว่างความสามารถทางด้านการออกแบบและการสร้างแพตเทิร์นของตนเอง ผมยอมรับว่าผมทำแพตเทิร์นได้ไม่เก่งเท่าออกแบบเสื้อ ออกแบบเสื้อง่ายและเร็วกว่าเยอะ

เปิดหนังสือหรือดูจากชีิทก็เหมือนกันล่ะครับ ถ้าอะไรที่มันสอนเราได้ถูกต้องก็ควรดูเป็นตัวอย่าง หากวันหนึ่งเรามีความรู้มากพอเราจะสามารถประเมินได้ว่าหนังสือเล่มใดหรือชีทฉบับไหนมันถูกหรือผิด หรือมันน่าอ่านมากน้อยเพียงใด ผมมีหนังสือสอนสร้างแพตเทิร์นของไทยเราหลายเล่ม บางเล่มที่อ่านๆดูก็พบว่าสอนได้ไม่ดีและบางอย่างก็ผิด ไม่ใช่พิมพ์ผิดนะครับ สอนผิด

(3) ตรวจสอบและแต่งเส้นตามบริเวณที่สำคัญต่างๆ — โดยการต่อแพตเทิร์นชิ้นหน้า ชิ้นหลัง และชิ้นแขน ตรงบริเวณที่สำคัญ เช่น รอบคอ หัวไหล่ จุดต่อรักแร้ ชายกระโปรง และปลายแขน เป็นต้น ให้ต่อกันอย่างกลมกลืนและช่วยให้ชุดมีความพิถีพิถันมากยิ่งขึ้น … แำพตเทิร์นกระโปรงทรงเอที่ไม่มีขั้นตอนของการนำด้านข้างของแพตเทิร์นชิ้นหน้าและชิ้นหลังมาต่อกัน เพื่อแต่งเส้นชายกระโปรงและเจียนมุมแหลมออก ถือเป็นแพตเทิร์นที่ผิด การแต่งมุมและเจียนส่วนที่จำเป็นต้องเจียนออกนั้นถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต้องรู้

(4) ตรวจสอบสัดส่วนต่างๆให้ถูกต้องตามที่ต้องการ (size controlling) — รวมถึงความหลวมของชุดในจุดที่สำคัญต่างๆ เช่น หน้าอก เอว และสะโพก เป็นต้น หากเราไม่เคยตรวจสอบโดยใ้ช้สายวัดค่อยๆวัดทีละตำแหน่งที่ต้องการ เราจะทราบได้อย่างไรว่าแพตเทิร์นที่สร้างเสร็จแล้วนั้นมีความกว้างของรอบอกเท่าใด รอบเอว รอบสะโพก หรือรอบวงรักแร้เท่าใด มันพอดีกับสัดส่วนของนางแบบ (หรือหุ่น) ที่เราต้องการตัดเย็บชุดให้ใส่หรือไม่ แล้วชุดมันจะมีความคับหรือความหลวมสักเท่าไร … หากเรียนสร้างแพตเทิร์นกระโปรงสักตัวเสร็จแต่ไม่เคยทราบเลยว่าเส้นเอวของชิ้นหน้ายาวเท่าไร ชิ้นหลังยาวเท่าไร แล้วจะเกิดการพัฒนาปัญญาได้อย่างไร มันไม่มีหลักสูตรหรือหนังสือสอนสร้างแพตเทิร์นที่ไหนหรอกที่จะบอกเราว่า เราไม่ต้องรู้ว่าเอวเท่าไรสะโพกเท่าไร ลงมือสร้างไปเลยตามคำอธิบาย เสร็จแล้วจะออกมาพอดีเป๊ะ ใส่แล้วสวยเลยทันที

(5) เขียนเส้นเกรนผ้า (grain line) ข้อมูลที่สำคัญ และสัญลักษณ์ต่างๆลงบนแพตเทิร์น — เขียนลงบนแพตเิทิร์นที่สร้างเสร็จแ้ล้วและใช้เป็นแพตเทิร์นต้นฉบับ … ผมเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า “การสร้างแพตเทิร์นนั้น จริงๆแล้วเวลาสร้างเขาจะไม่เีขียนอะไรลงไปมาก และต้นฉบับเขาจะเก็บไว้คนเดียวไม่ให้ใครดู” ผมเห็นว่าก็เป็นคำกล่าวที่ไม่ผิด เพราะเคยเห็นช่างแพตเทิร์นที่ร้าน Surface (ป้าโส ผู้เคยทำงานให้กับดีไซเนอร์ดังๆของเมืองไทย เช่น คุณเล็ก Roccoco มาก่อน) ก็ไม่เขียนอะไรลงไปมาก ที่เห็นเขียนก็แึค่ “น” “ล” “ซ” “ข” หรือพวกตัวเลขต่างๆ “1, 2, 3 ,4, …” เป็นต้น เพื่อบอกให้ทราบว่าแพตเทิร์นของชุดนั้นมีกี่ชิ้น ชิ้นใดเป็นชิ้นหน้า ชิ้นหลัง ฝั่งใดเป็นฝั่งซ้ายหรือขวา และที่สำคัญที่สุดป้าโสจะเขียนเส้นเกรนผ้า (หรือที่เรียกกันติดปากว่า “เกณฑ์ผ้า” น่าจะเพี้ยนมาจาก “เกรนผ้า”) ลงไปบนแพตเทิร์นเกือบทุกชิ้น ยกเว้นชิ้นที่แกทราบแล้วว่าจะวางผ้าอย่างไร … การเขียนเส้นเกรนผ้าถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานของการสร้างแพตเทิร์นเลยก็ว่าได้

ดังนั้น การไม่เขียนอะไรลงไปมากจึงไม่ผิด แต่การไม่เขียนอะไรเลย ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ผิด เรียกได้ว่าผิดมากสำหรับผู้ที่เริ่มเรียนสร้างแพตเทิร์น

อันที่จริง การไม่เขียนอะไรลงไปบนแพตเทิร์นเลยก็อาจเป็นวิธีการเดียวกันกับช่างตัดเสื้อบางท่านที่ตลาดพาหุรัดหรือสามยอด เพราะผมเคยเห็นว่าพวกเขาไม่เขียนอะไรลงไปเลยจริงๆ สร้างครั้งเดียวใช้ครั้งเดียว จบ สร้างปุ๊บวางผ้าตัดปั๊บ เสร็จแล้วก็ขยำกระดาษนั้นทิ้งหรือเอามารีไซเคิลประติดประต่อเพื่อใช้กับงานของลูกค้าคนต่อไป แต่ทั้งนี้ ช่างเหล่านี้ทราบดีว่าหลักในการวางผ้าตัดนั้นเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่างแบบสุ่มสี่สุ่มห้า

ผมเคยเห็นแพตเทิร์นเสื้อสำเร็จรูปของกุชชี่ เป็นชุดกระโปรงยาวผ้าชีฟองมีแขนต่อใต้อก เพื่อนซึ่งเป็นช่างเสื้อของกุชชี่ในขณะนั้นนำงานออกมาทำต่อที่บ้าน แล้วผมมีโอกาสได้เห็นตอนมันวางอยู่บนโต๊ะ บนแพตเทิร์นแต่ละชิ้นมีข้อความและสัญลักษณ์ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ชัดเจนมากกระทั่งผมซึ่งไม่ได้เป็นผู้สร้างและไม่รู้ที่มาที่ไปของชุดๆนี้มาก่อนเลย สามารถดูด้วยตาแล้วรู้ว่าแพตเิทิร์นชิ้นไหนต้องเย็บต่อกับชิ้นไหน เย็บอย่างไร หรือเย็บจับจีบตรงไหนบ้าง

ดังนั้น คุณจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกเอาว่าจะสร้างแพตเทิร์นและเก็บไว้ใช้ต่อไปในอนาคตในแบบที่ใครมารับงานต่อจากเราก็สามารถเข้าใจได้ในทันทีอย่างแพตเทิร์นของกุชชี่ หรือสร้างแล้วใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างแพตเทิร์นของช่างสามยอด … ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกแบบไหน

(6) คัดลอกแพตเทิร์นทุกชิ้นลงบนกระดาษอีกแผ่น — เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานต่อในส่วนของการแปลงแบบหรือการเผื่อตะเข็บ หากต้องมีการแปลงแบบเสื้อก็จะต้องจัดการทำให้เสร็จกระทั่งได้แพตเทิร์นของแบบเสื้อนั้นๆมา แล้วคัดลอกออกมาเพื่อทำการเผื่อตะเข็บอีกครั้งหนึ่ง

(7) ขั้นตอนการเผื่อตะเข็บ — เนื่องจากเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในแบบอุตสาหกรรม (ซึ่งสอนให้ค่อยๆทำและมีความละเอียดปราณีตอย่างกับเสื้อผ้าชั้นสูง) จึงต้องมีการศึกษาในเรื่องของการเผื่อตะเข็บและการวิเคราะห์แบบเสื้อเพื่อประมาณค่าของตะเข็บที่จะเผื่อในแต่ละส่วน ซึ่งแต่ละส่วนจะเผื่อตะเข็บไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับวิธีการเย็บที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงแบบเสื้อและรายละเอียดของเสื้ออีกด้วย เช่น ตะเข็บข้างเผื่อ 1 ซม. ตะเข็บกลางหลังเผื่อ 1.5 ซม. เป็นต้น

(8) เขียนเส้นเกรนผ้า ข้อมูลและสัญลักษณ์ที่สำคัญต่างๆลงบนแพตเทิร์น (แบบเผื่อตะเข็บแล้วในตัว) อีกครั้ง — ผมมักจะเขียนวันที่และเวลาที่สร้างแพตเทิร์นเสร็จลงไปด้วยเสมอ มันเป็นเหมือนการบันทึกความทรงจำของเราลงไปในงานนั้นๆ และผมพบว่ามันมีประโยชน์เสมอในเวลาที่ผมต้องการใช้มัน

(9) คัดลอกแพตเทิร์นลงบนกระดาษเวลีน่า (Velina) เพื่อใช้ในการขึ้นโครงชุดและศึกษาต่อบนหุ่นลองเสื้อ — กระดาษเวลีน่าเป็นกระดาษบางๆสีขาวขุ่นคล้ายกระดาษลอกลาย แต่มีความเหนียว แข็งแรง และทนทานกว่า ใช้ในการทดสอบโครงสร้างของแพตเทิร์น การตัดกระดาษเวลีน่าออกมาตามแพตเทิร์นชุดนั้นเทียบได้กับการตัดผ้าเพื่อใช้ในการเย็บชุดจริง

(10) นำแพตเทิร์นกระดาษเวลีน่ามาประกอบกันขึ้นเป็นชุด — โดยใช้เข็มหมุดบ้างหรือสก๊อตเทปบ้างแล้วแต่กรณี

(11) ลองชุดกระดาษเวลีน่าบนหุ่นลองเสื้อและตรวจสอบความสวยงาม — วิธีการนี้เป็นการตรวจสอบ optical view ของชุดแต่ละชุด รายละเีิีอียดบนตัวเสื้อ เส้นสายต่างๆ ความเล็กใหญ่ของแต่ละส่วน เพื่อให้ดูเหมาะสมและสวยงามที่สุดตามความต้องการของดีไซเนอร์ ทั้งนี้การทดลองขึ้นโครงชุดด้วยกระดาษเวลีน่ายังสามารถช่วยให้เห็น effect ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับชุด (ที่เป็นผ้าจริง) หากแพตเทิร์นมีความแปลกประหลาดและผู้เรียนไม่แน่ใจว่าแพตเทิร์นนั้นดีหรือยัง … อาจารย์ของผมที่มิลานเคยกล่าวว่า ถ้าชุดกระดาษมันออกมาสวย เกิดการฟอร์มตัวที่ดีและไม่มีรอยยับหรือรอยย่นแล้ว ก็สามารถเบาใจได้ว่าชุดที่เป็นผ้าจะออกมาสวยอย่างแน่นอน

(12) ปรับแก้ไขแพตเทิร์นบนกระดาษเวลีน่า — โดยขีดเส้นที่ต้องการลงไปด้วยปากกาเมจิกสีต่างๆ และสามารถเขียนโน้ตไว้ได้ว่าต้องการทำอะไรในบริเวณใด หากต้องมีการตัดปิดเกล็ดหรือเติมกระดาษเพื่อเพิ่มเนื้อที่ของบริเวณต่างก็สามารถทำได้ในขั้นตอนนี้

(13) แก้ไขแพตเทิร์นต้นฉบับ (ของชุดกระดาษ) — หลังจากที่ได้ปรับแก้ไขเรื่องเส้นสายบนชุดแล้วให้วัดความยาวของส่วนที่ต้องการแก้ไขบนชุด ได้เท่าไรแล้วนำลงมาแก้ไขบนแพตเทิร์นต้นฉบับอีกครั้ง ข้อควรระวังคือ ควรตรวจสอบความยาวของเส้นบางเส้นอีกครั้ง เพราะการปรับแต่งเส้นบนหุ่นนั้นอาจไม่เที่ยงและทำให้เกิดความผิดพลาดได้

(14) จัดทำแพตเทิร์นแม่แบบหรือบล็อกกระดาษแข็ง (blog) — ในกรณีที่ต้องการใช้แพตเทิร์นชิ้นนี้เป็นแม่แบบสำหรับการสร้างแพตเทิร์นอื่นๆในอนาคต

ขอปิดท้ายอีกครั้งสำหรับผู้ที่คิดว่าการเป็นดีไซเนอร์ไม่จำเป็นต้องเรียนสร้างแพตเทิร์นและตัดเย็บให้ึลึกซึ้งอะไร เรียนแค่พอรู้แบบคร่าวๆก็พอ ก็อยากจะบอกว่าเรียนแบบคร่าวๆก็จะทำได้แบบคร่าวๆ … อยากกระตุ้นเตือนสติอีกครั้งว่าทุกสถาบันระดับดังๆของโลกที่เคยผลิตดีไซเนอร์ชื่อดังประดับวงการแฟชั่นโลกอยู่ในขณะนี้ เค้ากำลังสอนให้ดีไซเนอร์ทำทุกอย่างตั้งแต่หนึ่งถึงสิบ การเรียนแฟชั่นโดยไม่สนใจด้านทักษะปฏิบัตินั้นก็เหมือนนั่งอ่านวิธีดำนำแต่ไม่เคยลองดำน้ำ พอถึงเวลาต้องดำน้ำจริงๆก็อาจสำลักน้ำได้

ทั้งหมดนี้หวังว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่การศึกษาด้านแฟชั่นของประเทศ ทุกสถาบันควรเน้นการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นทักษะปฏิบัติควบคู่ไปด้วย เพราะความเป็นจริงในปัจจุบันนั้น ปริญญาโทไม่พอแล้ว ทุกที่ต่างมองหาคนที่เรียนจบสูงกว่านั้น เช่นเดียวกัน ดีไซเนอร์ที่ออกแบบเป็นอย่างเดียวก็อาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับตลาดอาชีพในอนาคต

เราไม่ได้เรียนแพตเทิร์นและตัดเย็บเพื่อไปเป็นช่างแพตเทิร์นหรือช่างเย็บผ้า แต่เราต้องเรียนแพตเทิร์นและตัดเย็บเพื่อที่จะเป็นคนเก่ง เป็นดีไซเนอร์ที่ดีในอนาคต หากเราคิดว่าถ้าเรียนตัดเย็บแบบให้รู้ลึกรู้จริงคงต้องไปเรียนตามโรงเรียนสอนตัดเสื้อ หรือเรียนจบแล้วคงต้องไปเป็นช่างเย็บผ้า อย่างนั้นผมว่าโลกทัศน์ของเราแคบมาก ถือว่าเราคิดผิดมาก … เมื่อครู่พูดถึงอนาคตก็คิดว่าอาจจะไกลตัวไปหน่อย เอาเป็นว่าเดี๋ยวตอนทำ Pre-thesis กับ Thesis ก็จะรู้ว่าเรียนไปทำไม ดังนั้น ขอให้ลูกศิษย์ที่่รักทุกคนตั้งใจเรียนนะครับ🙂

ลูกไม้

วันนี้รู้สึกว่าห่างหายจากการเขียนบล็อกมาเป็นเวลาค่อนข้างนานพอสมควร อันที่จริงเป็นเพราะไม่ได้ออนไลน์จากคอมพิวเตอร์เท่าใดนัก จะหนักไปทางไอโฟนเสียมากกว่า อันที่จริงนั้นสามารถเขียนบล็อกจากไอโฟนได้ แต่กว่าจะพิมพ์ได้แต่ละประโยคมันก็ใช้เวลานานเหลือเกิน

ก่อนที่จะเริ่มเขียนนี้ได้นั่งดูภาพความทรงจำสมัยฝึกงานอยู่กับแบรนด์ ROSAMOSARIO ที่มิลาน มีรูปภาพอีกเป็นจำนวนมากที่ผมถ่ายเก็บเอาไว้และเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์กับผู้อื่น นึกถึงคำพูดของพี่ตือ (สมบัษร ถิระสาโรช) เมื่อตอนที่ผมเชิญท่านมาเป็นอาจารย์พิเศษในรายวิชา การนำเสนอผลงานและแฟชั่นโชว์ (Presentation and Fashion Show) เมื่อปีที่แล้ว ที่ว่า “Everybody inspire everybody.” ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่พี่ตือโพสท์รูปที่ถ่ายจากที่ต่างๆลงในเฟซบุ๊กและ Instagram อยู่เสมอ เพื่อเป็นคลังแรงบันดาลใจให้กับทุกคน … สิ่งที่พี่ตือกำลังทำอยู่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผมเช่นกัน

ผมจึงคิดว่าจะนำภาพทั้งหลายที่ผมได้ถ่ายเก็บเอาไว้ ออกมาเผยแพร่ในบล็อกของผม ณ ที่นี้ ซึ่งผมหวังเป็นอย่างแรกว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจและเป็นทรัพยากรทางการศึกษาให้กับลูกศิษย์ที่รักของผม และสำหรับเพื่อนฝูงหรือท่านใดที่แวะเข้ามาเยี่ยมเยียน ก็ขอให้ได้รับความสนุกและความสบายใจจากการอ่านนะครับ

ตอนที่ฝึกงานกับ ROSAMOSARIO ได้มีโอกาสสัมผัสและใช้ลูกไม้อิตาเลี่ยนและลูกไม้ฝรั่งเศสที่สวย (มาก) และมีราคาแพงอยู่เสมอ เราใช้ลูกไม้ของยี่ห้อ Solstiss อยู่เป็นประจำ เมื่อมีงานแฟร์ Milano Unica ผมก็จะได้รับหน้าที่ให้ไป sourcing ผ้าและวัสดุต่างๆ รวมถึงผ้าลูกไม้ที่จะใช้ในการทำเสื้อในแต่ละคอลเล็คชั่น ผมชอบลูกไม้อยู่แล้วเป็นการส่วนตัว จีงมีความสุขมากที่ได้เลือกลูกไม้จากบริษัทต่างๆด้วยตนเอง ได้ขอตัวอย่างและรอวันที่มันจะถูกส่งมาถึงที่สตูดิโอ บางครั้ง Carlotta (ดีไซเนอร์) ก็จะให้ตัวอย่างพวกนี้แก่ผม เพราะเธอทราบว่าผมชอบมันมาก และผมก็ได้นำมาใช้ทำแฟชั่นโชว์ตอนจบการศึกษาด้วยส่วนหนึ่ง

การได้ฝึกงานกับสตูดิโอที่มีขนาดเล็ก (หมายถึง มีจำนวนผู้ปฏิบัติงานไม่มาก) เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำงานในหลายๆหน้าที่ อาจจะเหนื่อยหน่อยแต่เราได้ความรู้และประสบการณ์อย่างมาก

จะทยอยนำภาพลูกไม้สวยๆมาลงให้ได้ชมกันนะครับ อยากให้ลูกศิษย์ที่รักทุกคนรู้จักใช้ผ้าลูกไม้ในการออกแบบเสื้อผ้ากันบ้าง เพราะอันที่จริงแล้วลูกไม้ไม่ใช่ผ้าสำหรับคนแก่แต่เพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถนำมาออกแบบให้คนวัยสาวใส่ได้เช่นกัน แต่จะออกแบบอย่างไรนั้นเป็นปัญหาที่ต้องลองนำไปคิดดูนะครับ

ติดตามชมกันต่อไปนะครับ ขอบคุณที่แวะมาเป็นกำลังใจให้ …🙂

FASHION ON TOUR EP1 – พาหุรัด

วันนี้ (12 ม.ค. 54) ช่วงบ่าย เรามีการเรียนการสอนวิชาแฟชั่นระบบอุตสาหกรรม (Fashion Industry) โดย อาจารย์ สิโรจน์ ไชยสาม ซึ่งคาบนี้อาจารย์ให้นักศึกษาได้ลองลงพื้นที่จริง เพื่อสำรวจและค้นห้าผ้าที่ต้องการทำมาใช้ในการผลิตคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าของแบรนด์ตนเอง (นักศึกษาได้เรียนรู้การสร้างแบรนด์และออกแบบสินค้าแฟชั่นในเชิงอุตสาหกรรมในวิชานี้) ซึ่งต้องเป็นผ้าที่คิดว่าจะใช้จริงๆ เพราะจะต้องมีการผลิตชุดจำนวน 1 ชุดเพื่อส่งในการสอบมิดเทอมที่จะถึงนี้ (19 ม.ค. 54)

ข้อมูลและสิ่งที่นักศึกษาแต่ละคนต้องหาในวันนี้คือ

  1. ตัวอย่างผ้า
  2. ราคาขายปลีกต่อเมตร
  3. ราคาขายส่ง
  4. ข้อมูลความกว้างของหน้าผ้า

โดยให้เวลาตั้งแต่ 13.00 – 15.00 น. ทุกคนจะต้องกลับมาถึงมหาวิทยาลัยภายในเวลา 2 ชั่วโมง … ผมได้ลงพื้นที่กับนักศึกษาด้วย และได้เก็บภาพมาฝาก อันที่จริงแล้วมีคลิปวิดีโอด้วย แต่ขอเวลาตัดต่อให้แล้วเสร็จก่อนนะครับ แล้วจะนำมาฝากกัน … ถือเป็นการสำรวจพื้นที่และความเป็นไปได้ในการร่างโครงการ “FASHION ON TOUR EP1” ที่ผมตั้งใจจะริ่เริ่มในภาคเรียนนี้อีกด้วยครับ

แค่คิดก็รู้สึกสนุกกับมันแล้ว … ใครอยากตะลุยตลาดผ้าและวัสดุกับผม เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ🙂

อาจารย์ เจียรพรรณ โสภโณ กับการใช้ภาษาอย่างสละสลวย (ตอนที่ 2)

สวัสดีค่ะ คุณสุภาพสตรีที่รัก

ตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุด “นพเก้า” เล่มนี้เป็นเล่มที่ 2 ที่ดิฉันได้นำหลักสูตรการเรียน “เรื่องเสื้อสตรี” มาเรียบเรียงไว้เป็นบทเรียน โดยนำเสื้อแบบมาตรฐานแบบต่างๆที่สวมใส่ประจำวันมาเป็นแบบให้ศึกษา ตั้งแต่พื้นฐานการวัดตัว การสร้างแบบตัดเบื้องต้น และการสร้างแบบตัดเสื้อตามแนวนิยมของแฟชั่น พร้อมกับนำเทคนิคการเย็บตามวิธีที่ถูกต้องมาเรียบเรียงไว้ในตำราเล่มเดียวกัน เพื่อให้เป็นตำราที่เพียบพร้อมด้วยหลักวิชา เป็นตำราตัดเสื้อประจำครอบครัว และเพื่อเป็นคู่มือของช่างเสื้ออาชีพที่จะนำไปศึกษาเพิ่มเติม

จากตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุด “นพเก้า” เล่มที่ 1 ที่ดิฉันได้จัดพิมพ์จำหน่ายไปแล้ว ผลของการจำหน่ายแสดงให้ดิฉันทราบว่า สตรีไทยจำนวนมากมีความสนใจที่จะตัดเสื้อใส่เอง ทั้งนี้คงเนื่องจากค่าฝีมือในการตัดเย็บเสื้อสตรีสูงมากขึ้นเป็นลำดับจนไม่สามารถจะสั่งตัดเสื้อตามแนวที่ต้องการได้ แม้เพียงเดือนละ 1-2 ชุด ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา ดังนั้น สตรีส่วนมากจึงใช้เวลาว่างมาศึกษาการตัดเสื้อใส่เองเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเพื่อจะได้สวมใส่เสื้อที่เหมาะสมกับบุคลิกของตนเอง

การตัดเสื้อใส่เองนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาและช่วยแก้ไขปัญหาบางประการ เช่น ไม่เสียเวลาไปลองเสื้อ ไม่เสียเวลาไปแก้ไขเมื่อเสื้อที่ตัดแล้วไม่ถูกใจ และไม่ต้องกังวลใจว่า ช่างจะตัดเสื้อให้ไม่ทันวันที่จะใส่ เพราะเมื่อตัดเสื้อใส่เองได้แล้ว สามารถจะแบ่งเวลามาตัดเย็บเสื้อให้เสร็จตามวันและเวลาที่ต้องการจะสวมใส่ได้ และเมื่อมีความชำนาญมากขึ้น จะสามารถตัดเสื้อของสมาชิกในครอบครัว จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น

การเรียนตัดเสื้อด้วยตนเอง จากตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้า ควรเรียนตามหลักสูตรที่ได้ลำดับไว้ เริ่มจากตำราเล่มที่ 1 “เรียนเรื่องกระโปรง” เรียนให้จบตามบทเรียนที่เรียบเรียงไว้ แล้วเรียนต่อไปในตำราเล่มที่ 2 “เรื่องเสื้อสตรี” และเรียนเล่มที่ 3-4-5 ตามลำดับ จะช่วยให้เรียนได้ง่ายและเข้าใจในบทเรียนอย่างแจ่มแจ้ง เพราะในการเรียนกระโปรงทุกแบบและเสื้อทุกตัวได้สอดแทรกบทเรียนเพิ่มขึ้นตามลำดับ ฉะนั้น เมื่อได้ศึกษาจากตำราครบ 5 เล่ม จะได้ความรู้ในการตัดเย็บเสื้อชุดกลางวันอย่างครบถ้วน

บทเรียนในตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุด “นพเก้า” ได้ผ่านการทดลองมาแล้วทุกขั้นตอนตามส่วนสัดขนาดมาตรฐานที่ได้ตั้งไว้เป็นขนาดสมมติ เพื่อนำมาตั้งสูตรในการบวกลบคูณหารเมื่อจะสร้างแบบตัดปกและแบบตัดแขนเสื้อทุกแบบ เป็นขนาดกลางตามส่วนสัดของสตรีไทยที่จะนำมาเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามรูปร่างของผู้สวม ตามที่ได้อธิบายประกอบภาพไว้อย่างละเอียด เพื่อท่านที่นำไปศึกษาจะได้ความรู้และได้ผลในการเรียนอย่างถูกต้อง

ดิฉันได้ใช้ความพยายามเรียบเรียงตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้า และจัดพิมพ์ไปแล้วถึงเล่มที่ 11 โดยนำหลักสูตรการตัดเย็บเสื้อสตรีทุกชนิด มาเรียบเรียงไว้อย่างครบถ้วน รวมไปถึงการตัดเย็บเสื้อชุดวิวาห์ ชุดราตรี และชุดไทยพระราชนิยม ที่ได้รวมวิชาปักจักร ปักเลื่อม และวิชาเดรปเสื้อบนหุ่น ให้เป็นลวดลายที่สวยงามและประณีต ซึ่งเป็นวิชาของช่างตัดเสื้อชั้นสูง และเพื่อให้ตำราชุดนี้มีความสมบูรณ์ จึงรวมหลักสูตรการตัดเย็บเสื้อเด็กชาย-หญิงทุกวัยมาเรียบเรียงเพิ่มเติมต่อจากการเรียนตัดเสื้อสตรี ในตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้าเล่มที่ 10 และเล่มที่ 11

ในการพิมพ์ตำราเล่มนี้เป็นครั้งที่ 2 ดิฉันได้นำวิธีสร้างแบบตัดเสื้อสตรีเบื้องต้นของสตรีวัยรุ่น ซึ่งเป็นวิธีสร้างแบบตัดเสื้อตัวหลวม สวมสบาย มาเรียบเรียงเพิ่มเติมไว้ ดิฉันจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคุณสุภาพสตรีที่สนใจในการตัดเสื้อใส่เอง ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการแต่งกายแล้ว ยังช่วยให้การแต่งกายของสตรีไทยก้าวหน้าทัดเทียมกับการแต่งกายของสตรีในประเทศชั้นนำ ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นถึงความเจริญในประเทศของเราด้วยนะคะ

ด้วยความปรารถนาดี

เจียรพรรณ โสภโณ

..

อาจารย์ เจียรพรรณ โสภโณ กับการใช้ภาษาอย่างสละสลวย (ตอนที่ 1)

ผมมีโอกาสหยิบยืมตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้า ของอาจารย์ เจียรพรรณ โสภโณ จากเพื่อนคนหนึ่งมาศึกษาในยามว่าง และพบว่าตำราชุด “นพเก้า” นี้ อาจเปรียบเทียบได้กับพระไตรปิฎกทางแฟชั่นฉบับแรกๆของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เมื่อลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาจารย์เจียรพรรณดูในอินเทอร์เนต ก็ได้เจอกับเว็บไซต์ www.chiarapan.com ซึ่งเข้าใจว่าคงเป็นช่องทางหนึ่งในการติดต่อสื่อสารกับผู้ที่ต้องการรู้จักอาจารย์มากขึ้น ในเรื่องขององค์ความรู้ที่ท่านได้เป็นผู้ริเริ่มคิด รวบรวมและเรียบเรียงเอาไว้ให้เป็นวิทยาทานแก่เราท่านทั้งหลาย รุ่นต่อรุ่น และเป็นช่องทางในการสั่งซื้อตำราเรียนตัดเสื้อสตรี ชุด นพเก้า จากผู้ได้รับลิขสิทธิ์โดยตรง (ซึ่งน่าจะเป็นลูกหลานของท่านนั่นเอง) ผมเองตั้งใจที่จะมีตำราชุดนี้เก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวเช่นกัน แต่ยังมิได้สั่งซื้อ ระหว่างนี้ก็อาศัยหยิบยืมจากเพื่อนฝูงเพื่ออ่านประดับความรู้ไปพลางๆ

ผมชอบอ่านหนังสือหรือตำราทางด้านตัดเย็บ ผมรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้รู้ว่ามีอีกตั้งหลากหลายวิธีที่จะนำพาเราไปสู่ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน นั่นคือ เสื้อผ้าที่ได้รับการตัดเย็บอย่างประณีต งดงาม และช่วยส่งเสริมสเน่ห์ให้แก่ผู้สวมใส่ … หากใครต้องการมีตำราชุดนี้ไว้ศึกษา โปรดให้การสนับสนุนรูปเล่มฉบับสมบูรณ์โดยการสั่งซื้อโดยตรงจากทางเว็บไซต์นะครับ ผมเห็นว่าเราควรสนับสนุนของแท้เพื่อเป็นการให้เกียรติปูชนียบุคคลผู้เป็นเจ้าของผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้

ด้วยเวลาอันมีจำกัด เวลาในการอ่านของผมจึงมักจะเป็นช่วงที่เดินทางไป-กลับ บ้าน-มหาวิทยาลัย เป็นหลัก ร้อยละเก้าสิบเกิดขึ้นบนรถประจำทางปรับอากาศสาย 508 ผมอ่านเก็บสะสมไปเรื่อยๆตามอัตภาพ อาจเลือกหัวข้อที่อยากอ่านหรืออยากรู้เพิ่มเติมในวันนั้นแล้วหยิบหนังสือสักเล่มติดมือออกจากบ้านไปด้วยโดยหวังว่าจะได้อ่านเพื่อฆ่าเวลา การอ่าน ไม่ว่าจะจากหนังสือหรือจากอินเทอร์เนตบนมือถือ ทำให้ได้รู้มากขึ้น และทำให้ทราบว่ามีเรื่องที่เราเข้าใจผิดหรืออาจรู้–แต่รู้ไม่จริง–อยู่อีกเป็นจำนวนมาก

การ “รู้จริง” แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นคำสอนแก่ลูกศิษย์นั้นเป็นเรื่องอันสมควร ผมกังวลเสมอที่จะตอบคำถามนักศึกษาในเรื่องที่ตนไม่รู้จริง ผมไม่อยากให้พวกเขาเรียนรู้ไปแบบผิดๆ ถ้าหากผมไม่รู้ ผมจะไม่ทำเป็นรู้ ผมจะบอกว่าผมไม่รู้และจะไปหาคำตอบมาให้ … ตั้งแต่มาเป็นครู เรื่องที่ผมกลัวที่สุดประการหนึ่งคือ การให้ความรู้ที่ผิดๆแก่ศิษย์ เขาทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับความรู้ที่ถูกต้องและเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผมเชื่อเช่นนั้น

เอาล่ะครับ อารัมภบทมาซะยืดยาว อันที่จริงผมมีเรื่องที่อยากจะถ่ายทอดออกมาเป็นตัวอักษรอีกหลายเรื่อง (หากทิ้งเวลาไว้นานก็เกรงว่าจะหลงลืม) แต่เวลาเรามีจำกัด ดังนั้นผมจึงคิดว่าในวันนี้อยากแบ่งปันความประทับใจของตนเองที่มีต่อการใช้ภาษาไทยอันสละสลวยของอาจารย์ เจียรพรรณ โสภโณ ในการเขียนคำนำของตำราเรียนตัดเสื้อของท่าน … ผมมีรอยยิ้มจากการอ่านข้อเขียนของท่านเสมอ ผมรู้สึกว่าท่านกำลังสนทนากับผู้อ่าน แต่ถึงแม้ว่าการสนทนานั้นจะมีภาษาพูด คำสร้อย และหางเสียงต่างๆ ปะปนอยู่บ้าง ผมยังรู้สึกว่ามันมีความสุภาพ และฟังดูเป็นทางการ … คือความเป็นทางการที่ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด … (รู้สึกขอบใจลูกศิษย์คนหนึ่งที่ถามผมว่า “อาจารย์ไม่เขียนบล็อกอีกเหรอคะ หนูชอบเข้าไปอ่าน” มันทำให้ผมอยากเขียนอะไรดีๆมากขึ้น)

ผมให้ความสำคัญกับการเขียนภาษาไทยอย่างถูกต้องและเหมาะสมเสมอ เรามีภาษาเป็นของเราเอง เราต้องช่วยกันใช้อย่างถูกต้องนะครับ … งานเขียนของอาจารย์เป็นตัวอย่างที่ผมชื่นชมและอยากแบ่งปันให้ได้อ่านกัน ไม่เพียงแค่วิธีการใช้ภาษาที่สวยงามและสละสลวยแล้ว แต่ยังแฝงไว้ด้วยความรู้อีกมากมาย ทั้งในเรื่องของแฟชั่น สภาพสังคมในยุคสมัยนั้น และการใช้คำศัพท์ทางเทคนิคต่างๆ … ผมขออนุญาติเผยแพร่ข้อความจากตำราเรียนของอาจารย์ไว้ ณ ที่นี้เพื่อเป็นวิทยาทานด้วยนะครับ (ผมจะติดต่อไปทางผู้ถือลิขสิทธ์ในการจัดจำหน่ายหนังสือของอาจารย์เพื่อขออนุญาติอีกครั้งหนึ่งในโอกาสอันใกล้นี้)

สำหรับผม หลังจากได้อ่านคำนำของอาจารย์แล้วรู้สึกถึงกำลังใจที่อาจารย์พยายามส่งผ่านมายังผู้อ่าน ท่านต้องการให้เรามีกำลังใจในการเรียนตัดเย็บ และท่านพยายามชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์และคุณค่าของมัน ในประเด็นนี้ผมเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะสำหรับผู้ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน การตัดเย็บถือเป็นเรื่องยากอย่างหนึ่ง แต่ถ้าหากตั้งใจอ่านข้อความของอาจารย์ดีๆ คุณจะรู้ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น … อาจารย์ให้ความสำคัญกับการค่อยๆทดลองทำไปทีละขั้นตอน หากเราต้องการตัดเย็บเสื้อสวยๆขึ้นมาสักตัวหนึ่ง เราควรให้เวลากับมัน การทำอะไรแบบลวกๆหรือขอไปที ก็จะผลิตผลลัพธ์ในทำนองเดียวกันออกมา ไม่เชื่อก็ลองสังเกตช่างตัดเสื้อที่ทำงานแบบด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋าสิครับ ชุดที่เขาตัดเย็บขึ้นมานั้นสวยหรือไม่ แล้วลองสังเกตช่างเสื้อตัวจริงดู (ลองค้นหาดูในยูทูบก็ได้ครับ เช่น Chanel – behind the scene) จะเห็นว่าการทำงานอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นให้ผลลัพธ์อย่างไร … ขนาดช่างเสื้อของชาแนลที่เป็นช่างมืออาชีพ เขายังค่อยๆทำงานอย่างปราณีตเลย แล้วเราที่เพิ่งหัดทำ เรากลับต้องการตัดเย็บทุกอย่างแบบลวกๆเพื่อให้เสร็จไวๆอย่างนั้นหรือครับ? … (O_o)?

สำหรับนักศึกษา ก็อยากให้ลองพิจารณากันดูว่าเราอยากเป็นดีไซเนอร์แบบไหน ถ้าอยากพึ่งพาสองมือและมันสมองของตนเอง ก็ให้ตั้งใจเรียนตัดเย็บและศึกษาเพิ่มเติมจากตำรานอกห้องเรียนบ้าง หรือลองสอบถามจากเพื่อนๆที่มหาวิทยาลัยอื่นดูว่าเขาเรียนอะไรอย่างไร เผื่อจะได้หูตากว้างไกลขึ้น … แต่ถ้าหากอยากเป็นแค่ดีไซเนอร์ที่ตัดเย็บไม่เป็น เพราะต้องการเพียงแค่ออกแบบเท่านั้น ก็คงต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้เลยว่า วันหนึ่งอาจจะต้องวิ่งหาที่เรียนเพิ่มเติมในด้านนี้ และราคาค่างวดของวิชาด้านนี้ก็สูงไม่เบาเลยทีเดียว (มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นๆติดต่อเข้ามาเพื่อขอเรียนแพตเทิร์นส่วนตัวกับผมเสมอ เป็นหลักฐานว่ามันมีความสำคัญเพียงใดในการปฏิบัติงานจริงในอนาคต) … ถ้าเป็นผม ผมเสียค่าหน่วยกิจในการเรียนแล้ว อยากรู้อะไรผมจะถามทุกอย่าง ถามให้คุ้มกับที่พ่อกับแม่ของผมส่งเสียให้มาเรียน ลองถามตัวเองดูสิครับว่าเคยถามคำถามในห้องเรียนมากน้อยเพียงใดแล้ว … ผมถามตลอดเวลา ถามแม้กระทั่งเรื่องที่รู้แล้ว เพราะบางทีเราอาจได้ความรู้ใหม่ก็ได้

ลองอ่านกันดูนะครับ แล้วรู้สึกอย่างไรก็เข้ามาคอมเม้นต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ ทุกคอมเม้นต์ถือเป็นกำลังใจของผมเสมอ

คำนำ จาก ตำราตัดเสื้อสตรี ชุด นพเก้า เล่ม 1 เรื่องกระโปรง โดย เจียรพรรณ โสภโณ – ชวนพิมพ์, กรุงเทพฯ 2535

สวัสดีค่ะ คุณสุภาพสตรีที่รัก

ปัจจุบันนี้ ตามสภาพเศรษฐกิจแล้วจะเห็นว่าค่าแรงสูงขึ้นเป็นลำดับค่ะ โดยเฉพาะค่าแรงของช่างฝีมือในการตัดเย็บเสื้อสตรี ค่าฝีมือในการตัดเย็บเสื้อสตรีชุดหนึ่ง เมื่อนำมาเทียบระหว่างค่าแรงกับค่าผ้า จะเห็นได้ว่าค่าแรงแพงกว่าค่าผ้า เสื้อสำเร็จรูปชุดหนึ่งราคาสูงกว่าหนึ่งพันบาท ผู้ที่มีรายได้ดีก็พอจะหาซื้อมาสวมใส่ แต่ผู้ที่มีรายได้น้อยไม่สามารถจะสวมเสื้อผ้าที่ดีตามรสนิยมของตนเองได้ การแต่งกายของสตรีจึงเป็นผลกระทบกระเทือนเศรษฐกิจในครอบครัว เพราะเป็นรายจ่ายที่สูง และจะสูงขึ้นเป็นลำดับ

ดิฉันจึงคิดว่า ถ้าหากสตรีทุกคนสามารถตัดเสื้อใส่เองได้ จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยเศรษฐกิจในครอบครัวให้ดีขึ้น และช่วยให้การแต่งกายของสตรีไทยมีรสนิยมสูงขึ้นเป็นลำดับ สำหรับบางคนอาจจะพูดว่า “ไม่มีเวลา ไม่มีหัวทางนี้” ทั้งนี้เพราะไม่เชื่อความสามารถของตนเองว่าจะตัดเสื้อใส่เองได้ หากจะลองเปลี่ยนทัศนะเสียใหม่ว่า “จะลองแบ่งเวลาดู พอมีหัวทางนี้อยู่บ้าง” แล้วจัดแบ่งเวลาทดสอบความสามารถของตนเอง ศึกษาในการตัดเย็บ ไม่ว่าจะเข้าเรียนในสถาบันสอนตัดเสื้อแห่งใด หรือจะเรียนด้วยตนเองจากตำราเพียงช่วงสั้นๆ ก็ย่อมมีโอกาสสามารถที่่จะตัดเสื้อใส่เองได้

วิชาตัดเสื้อเป็นวิชาศิลป ไม่ต้องใช้พื้นฐานความรู้สูง วิชาตัดเสื้อสตรีกำลังได้รับการพัฒนาเป็นวิชาชีพที่อยู่ในตลาดวิชาที่จะหาเลือกเรียนได้ ในกรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนสอนตัดเสื้อที่อยู่ในความควบคุมของกระทรวงศึกษาธิการ หลายสิบสถาบันที่แข่งขันกันในด้านหลักวิชา ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้เข้าเรียน ได้รับความรู้เต็มเม็ดเต็มหน่วย การเรียนตัดเสื้อสตรีนั้นเรียนได้หลายวิธี ผู้มีทุนมากสามารถเข้าเรียนในหลักสูตรระยะยาว เรียนสำเร็จได้ยึดถือเป็นอาชีพเปิดกิจการของตนเอง ผู้มีทุนน้อยอาจเรียนในหลักสูตรระยะสั้น แล้วหางานทำฝึกฝนเพิ่มเติมมีอาชีพเป็นช่างเสื้อได้เช่นกัน แต่ผู้ที่ไม่มีทุนหรือไม่มีเวลาเรียนในสถาบันชั้นนำ ก็สามารถเรียนจากตำราตัดเสื้อด้วยตนเอง เป็นการเรียนแบบประหยัดที่สามารถตัดเสื้อใส่เองได้

จากตำราเรียนตัดเสื้อสตรีที่ดิฉันได้จัดพิมพ์จำหน่ายมานานนับ 10 ปี ดิฉันได้รับจดหมายชื่นชมมากมายจากผู้ที่ซื้อตำราไปเรียนตัดเสื้อด้วยตนเองว่าได้ผลจากตำราอย่างคุ้มค่า และบอกเล่าปากต่อปากถึงประโยชน์ที่ได้รับจากตำราเล่มที่ 1 เล่มที่ 2 เล่มที่ 3 และตำราเล่มที่ 4 คือตำราตัดเสื้อสตรีฉบับมาตรฐานสากล ที่ดิฉันได้จัดพิมพ์มาแล้ว จากคำชื่นชมที่ได้รับเป็นกำลังใจให้ดิฉันใช้ความพยายาม รวบรวมหลักวิชาและเคล็ดลับจากการที่ดิฉันได้ผ่านงานด้านนี้มา ตั้งแต่แรกเริ่มมาจนถึงปี 2525 เป็นเวลา 40 ปีเต็ม และจากการที่ดิฉันได้เดินทางไปศึกษาเพิ่มเติมในประเทศฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น จากประสบการณ์ดังกล่าว ดิฉันได้นำมาลำดับเป็นตัวอักษร เขียนเป็นตำราเสื้อชุดใหม่ในชื่อว่า “ตำราตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้า” เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจจะเรียนตัดเสื้อด้วยตนเอง และเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสตรีรุ่นหลังจะได้นำตำราตัดเสื้อชุดนี้ไปศึกษาหาความรู้ใส่ตัวเป็นช่างเสื้อที่รอบรู้ได้ โดยไม่ต้องศึกษานานถึง 40 ปี

ตำราตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้านี้ จะเป็นตำราที่รวมหลักวิชาในการตัดเสื้อสตรีทุกชนิด ซึ่งดิฉันได้แบ่งแยกวิชาตัดเสื้อแต่ละประเภทไว้เป็นเล่มๆ ในตำราแต่ละเล่มจะรวมหลักการสร้างแบบตัด และการวางแบบตัดผ้า พร้อมทั้งเทคนิคการเย็บที่ถูกต้องไว้ในตำราเล่มเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้ตำราตัดเสื้อชุดนี้เป็นตำราชุดที่สมบูรณ์แบบ เพื่อท่านที่เป็นเจ้าของจะได้รับประโยชน์อย่างครบถ้วน จากตำราเล่มที่ 1 ถึงเล่มที่ 9 ตามที่ดิฉันได้ตั้งเจตนารมณ์ไว้ เพื่อให้ตำราเรียนตัดเสื้อสตรีชุดนพเก้า เป็นเสมือนดวงแก้วสารพัดนึกของช่างเสื้อ เป็นคู่มือในการประกอบอาชีพ และเป็นตำราตัดเสื้อประจำครอบครัว ดิฉันหวังต่อไปว่า ในวันข้างหน้า สตรีจะตัดเสื้อใส่เองได้ ประหนึ่งเหมือนเช่นการปรุงอาหารรับประทานได้ด้วยตนเอง

ด้วยความปรารถนาดีจาก

เจียรพรรณ โสภโณ

เป็นงานเขียนที่ดีชิ้นหนึ่งเลยจริงไหมครับ

🙂

Straitjacket / Straight-jacket (credit: ก๊อยส์เมกา)

ก๊อยส์เมกา – – – “อาจารย์ค่ะ ชุดคนบ้าสมัยโบรานที่แบบมีสารัดเยอะๆๆท่ทำจากผ้าดิบ ภาษาอังกิดเขาเรียกว่าอะไรค่ะ?”

จารย์ส้ม – – – “นึกไม่ออก มีรูปป่ะ”

ก๊อยส์เมกา – – – “ลักษณะแบบนี้ค่ะ”

จารย์ส้ม – – – “มันดูไม่โบราณน่ะ ดูเป็นสมัยปัจจุบัน ยังนึกคำอังกฤษไม่ออก”

ก๊อยส์เมกา – – – “ขอบคุนค่ะอาจารย์”

จารย์ส้ม – – – “มาจากหนังเรื่อง the dark knight เหรอ? … งั้นก็้เริ่มหาจากตรงนั้นดีมั้ย”

ก๊อยส์เมกา – – – “น่าจะใช้ค่ะ”

ก๊อยส์เมกา – – – “อาจารย์ค่ะ รู้แล้วว่าเขาเรียกว่าอะไร STRAIGHT-JACKET ค่ะ”

จารย์ส้ม – – – “หาชื่อนี้มาได้ยังไง ไหนลองเล่าซิ”

ก๊อยส์เมกา – – – “ออ หนูไปถามเพื่อนฝรั่งหนุเองค่ะ”

จารย์ส้ม – – – “แล้วค้นข้อมูลต่อรึยัง รู้ยังมีต้นกำเนิดจากที่ไหน ยังไง”

ก๊อยส์เมกา – – – “มาจาก Guilleret ประเทศฝรั่งเศส ทำเพิ้อผู้ป่วยทางจิตแบบกลัวผู้ป่วยจะทำร้ายตัวเองค่ะ แล้วก็คนไทยเรียกว่า ขึ้นเสื้อเห็นเขาบอกเวลารักษาสมัยก่อนจะไห้ผู้ป่วยใส่ชุดแล้วเอาน้ำสาดเพื่อจะไห้มันรัดมากขึ้น มีนักมายากลชื่อวา Harry Houdini นำมาใส่บ่อยเพื่อเล่นมายากลแต่ไม่แน่ใจว่าตายด้วยชุดนี้หรือเปล่าค่ะ”

จารย์ส้ม – – – “หนูกำลังออนแอร์อยู่นะลูก”

ด้วยความที่ผมอยากจะทราบกระบวนการทางความคิดของลูกศิษย์ (เด็กในยุคนี้) เผื่อจะได้นำมาประมวลเป็นความรู้และเผยแพร่ต่อไป จึงขอให้เธอเล่าถึงวิธีการได้มาซึ่งข้อมูลให้ฟัง แต่คำตอบที่ได้ … “ออ หนูไปถามเพื่อนฝรั่งหนุเองค่ะ” … ทำให้ผมกลับฉุกคิด (หลังจากรู้สึกขำและสบถออกมาว่า “เออ … เลิ่ด!”) ได้ว่า จริงๆแล้วเราอาจมองข้ามวิธีการแก้ปัญหาง่ายๆไปก็ได้ เราพยายามหาวิธีแก้ปัญหาและสร้างมันขึ้นมาอย่างยากลำบาก ซับซ้อน กว่าจะหาทางออกเจอ … บางทีมันอาจง่ายนิดเดียว

ถามเกี่ยวกับเสื้อผ้าฝรั่งก็ลองถามฝรั่งดูก่อนจะเป็นไรไป จะมัวเข้าไปหาจากภาพยนตร์เรื่อง Batman ทำไมจริงไหมครับ … อันที่จริงผมก็รู้ว่ามันคือชุดที่ใช้ในโรงพยาบาลบ้าหรือสำหรับพวกนักโทษที่เขาไม่ต้องการให้ขยับเขยื้อนได้นั่นแหล่ะ แต่ผมก็ไม่ทราบคำศัพท์ภาษาอังกฤษจริงๆ สรุปว่า เขาเรียกว่า  straitjacket นะครับ (ซึ่งพบว่าใช้คำว่า straight-jacket ได้เช่นเดียวกัน ลองกูเกิ้ลดูนะครับ)

ที่มา: http://sj.blacksteel.com/

ผมไม่ได้รู้ไปเสียทุกอย่าง ผมพร้อมจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเสมอ โดยเฉพาะจากนักเรียนของผมเอง ขอบใจมากนะจ๊ะก๊อยส์เมกา คือหนูได้บุญไปเต็มๆอ่ะงานนี้

อ้อ ความรู้เพิ่มเติมที่ได้จากเรื่อง straitjacket นะครับ … รองเท้าหุ้มข้อที่มีสายเข็มขัดเส้นเล็กๆรัดเยอะๆนี่ก็ถูกเรียกชื่อรุ่น (หรือ model) ว่า “straight jacket” เหมือนกัน เท่าที่หาข้อมูลได้มีของยี่ห้อ Radii (Nike???) และ Converse นะครับ

ที่มา: http://www.airmaxshoesfactory.com/radii-shoes-radii-straight-jacket-c-7_90.html